ไลฟ์สไตล์

 “เมื่อคนเหมือนกันอาเซียนก็จะหมดเสน่ห์”

“เมื่อคนเหมือนกันอาเซียนก็จะหมดเสน่ห์”

10 ก.พ. 2554

คำคมจากปาก... "ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ" เลขาธิการอาเซียน

 “เหตุการณ์ปะทะกันตามชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่อาเซียนทุกประเทศเป็นห่วงเพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของอาเซียนในการที่จะร่วมกันสร้างประชาคมที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ความสงบทางด้านการเมือง และความร่วมมือทางด้านยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการที่จะก้าวไปสู่การเป็นฐานการลงทุนการค้าการท่องเที่ยว ทางออกสำหรับเรื่องนี้คือเปิดเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างสองประเทศ โดยมีอาเซียนเป็นตัวกลาง”

 นั่นเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของความเป็นประชาคมอาเซียนต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาในบ้านตัวเอง ในครอบครัวตัวเองไม่ให้เกิดผลเสียในวงกว้าง ซึ่ง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ยังได้กล่าวในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “มิติวัฒนธรรมในการสร้างประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน” ถึงบทบาทอาเซียนให้เห็นภาพชัดเจนอีกว่า อาเซียน เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2510 โดยปีนี้ก็มีอายุ 43 ปี ถือเป็นมรดกทางการทูตที่สำคัญซึ่งไทยให้ไว้แก่ภูมิภาคและประชาคมในภูมิภาคนี้

 อาเซียน มุ่งสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการมองทางภูมิศาสตร์ อาเซียนต้องการสร้างความเป็นปึกแผ่น บูรณาการเศรษฐกิจ ระบบและกระบวนการปรึกษาหารือเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงและความร่วมมือทางการเมือง โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.ประชาคมการเมือง 2.ประชาคมเศรษฐกิจ 3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน โดยเฉพาะ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นเสาสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและความมั่นคงของอีก 2 เสาหลัก เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงคนด้วยศิลปวัฒนธรรม มิใช่ด้วยกำไรหรือวัตถุ เป็นเรื่องของสุนทรียภาพ ความดื่มด่ำ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นมนุษย์ในสังคม ซึ่งจีดีพีวัดไม่ได้

 “อาเซียนในปัจจุบัน มีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะที่มาจากกลุ่มชนชั้นกลาง ต้องการเสพสิ่งที่เหนือกว่าวัตถุ เศรษฐกิจ เราจึงต้องการสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นอาเซียน ได้แก่ 1.การศึกษา 2. ศิลปวัฒนธรรม โดยศิลปวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสั่งสมมาเป็นมรดก (heritage) ที่ต่างมีของตัวเอง บางประเทศขณะนี้ถึงกับ “ขัดแย้ง” กันว่า มรดกทางวัฒนธรรมนั้นเป็นของตน เพราะสิ่งนี้คือทุนทางสังคมวัฒนธรรม (social cultural capital) ที่สำคัญ ดังนั้นทำอย่างไรให้ทรัพยากรนี้เพิ่มพูน ทำอย่างไรให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอนาคตร่วมกันและผูกพันกัน เพื่อนำไปสู่ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน”

 ดร.สุรินทร์ เล่าว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้วตอนที่เพิ่งไปถึงกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นที่ตั้งอาเซียน สิ่งแรกที่เสนอคือ ให้มีงาน The Best of ASEAN Performing Arts โดยให้แต่ละประเทศนำการแสดงของตนมาแสดงที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งจะทำให้คนได้ทราบถึงความหลากหลาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความภูมิใจในหมู่อาเซียน แต่สิ่งที่ยังคงขาดคือ ความสำคัญที่สมาชิกอาเซียนให้แก่ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภาษา ภาษาถิ่น sub-culture (วัฒนธรรมย่อย) ในประเทศที่มีวัฒนธรรมหลักแต่เพิกเฉยกับซับคัลเจอร์ของแต่ละท้องถิ่นและภูมิภาค

 “จึงไม่ควรมองว่าสิ่งเหล่านี้ เหมือนอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่ได้เกิดจากเชื้อชาติเดียว แต่เป็นสังคมสายรุ้ง มีทุกสีสัน ดังนั้น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความมีเสถียรภาพ ความรักชาติ ไม่ได้ทำให้คนเหมือนกันหมด การทำให้คนสะดวกสบายที่จะแสดงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตัวเองภายใต้กรอบ/ระบบ ช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำที่มีไม่มากต่างหากที่เป็นหลักประกันความมั่นคงในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นโปรดักท์สที่สามารถสร้างเป็นแพ็กเกจขายนักท่องเที่ยวได้

 สิ่งที่เป็นเสน่ห์ การบริโภคทางจิตใจนั้นอยู่ที่ความหลากหลายและสีสัน ซึ่งโรดแม็พที่จะสร้างประชาคมอาเซียน จึงให้ความสำคัญกับด้านศิลปวัฒนธรรมและสังคม เพราะเมื่อไหร่ที่อาเซียนเดินหน้าผลักดันให้คนเหมือนกัน อาเซียนก็จะหมดเสน่ห์ และยังนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงต่างๆ อาเซียนก็เช่นเดียวกัน จะมาตั้งมาตรฐานให้เหมือนกันไม่ได้ อาเซียน อยากจะให้ทุกคนตระหนักว่ามรดกทางวัฒนธรรมมีค่า ต้องรักษาไว้ หากทำไม่ได้ ในปี 2015 อาเซียนก็จะยืนอยู่บนรากฐานที่สั่นคลอน (shaky foundation)

 ในตอนท้ายของการปรากฏตัวครั้งสำคัญนี้ ดร.สุรินทร์ บอกว่าตั้งใจจะมาคุยกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง การจัดงานมหกรรมศิลปะการแสดงชั้นเยี่ยมของอาเซียน (The Best of ASEAN Performances) ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2554 โดยมีอาเซียน+3 เข้าร่วมกิจกรรม การแสดงจะเน้นความหลากหลายให้คนดูมีทางเลือก เช่น อาจอยากดูงิ้วปักกิ่งที่โรงละครแห่งชาติ หรืออาจอยากชมนาฏศิลป์ชั้นยอดของบาหลีที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

 “ทุกท่านมีส่วนประคับประคองและสนับสนุนสิ่งที่อาเซียนใช้คำว่า small and medium cultural enterprises (SMCE) หมายถึงหน่วยที่ผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนั่นเอง” ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 0 ผกามาศ  ใจฉลาด 0 รายงาน