ไลฟ์สไตล์

พระพุทธดำรัสเหตุแห่ง..."วิวาท"

พระพุทธดำรัสเหตุแห่ง..."วิวาท"

10 ก.พ. 2554

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงถึงมูลเหตุแห่งการวิวาท บาดหมาง กลายเป็นความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า มี ๖ ประการใหญ่ (มีปรากฏใน ที. ปาฏิ. ๑๑/๓๑๘) มีความโดยย่อว่า

 เป็นผู้มักโกรธ มักผูกโกรธ ๑ เป็นผู้ลบหลู่ ตีตัวเสมอ ๑ เป็นผู้มักริษยา มีความตระหนี่ ๑ เป็นผู้โอ้อวด มีมารยา ๑ เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ๑ และเป็นผู้ยึดมั่นในความเห็นของตน คือ ไม่ยืนอยู่บนหลักธรรม คือ ไม่มั่นคงในหลักธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว มักถือรั้น คลายได้ยาก อีก ๑

 พระพุทธดำรัส ตรัสมูลเหตุแห่งการวิวาท บาดหมาง ถึงความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะ  ๖  ประการ ที่กล่าวนั้น ก็เพราะว่าบุคคลผู้เป็นเช่นนั้น ย่อมไม่เคารพยำเกรง กล่าวคือ ไม่ตระหนักในคุณค่า จึงไม่ศรัทธา เคารพนับถือในคุณพระพุทธ ในคุณพระธรรม และในคุณพระสงฆ์อยู่ จึงไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ ในการศึกษาอบรมกาย อบรมวาจา และอบรมใจให้สงบ ให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ โดยการปฏิบัติศีล สมาธิ และเจริญปัญญา ให้เห็นแจ้ง-รู้แจ้งสภาวธรรม และอริยสัจธรรมตามที่เป็นจริง ว่านี่ทุกข์ นี่เป็นเหตุแห่งทุกข์ นี่เป็นแนวทางปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์ และนี่คือสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ ว่ามีได้เป็นได้จริงอย่างไร จึงไม่รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ ไม่รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิตตามที่เป็นจริง 

 มูลเหตุในเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท บาดหมาง ก่อให้เกิดความแตกสามัคคีในหมู่คณะ ถึงรบราฆ่าฟัน ประหัตประหารกันด้วยเล่ห์เพทุบาย และด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนไปด้วยกันทุกฝ่าย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถานภาพทางการเมือง การเศรษฐกิจ และทางสังคมอย่างมาก ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้

 ข้อแก้ไขปัญหาความแตกแยกสามัคคีในหมู่คณะเช่นนี้ จักแก้ไขได้ด้วยประการที่ผู้นำประเทศ  คือ ผู้ทำหน้าที่ปกครอง/บริหารราชการแผ่นดินทุกระดับ ผู้นำชุมชน หรือผู้นำกลุ่มคน และทั้งประชาชนทุกหมู่เหล่า ปฏิบัติ “ธรรม” และเว้นขาดจากข้อปฏิบัติที่เป็น “อธรรม” เสีย

 ข้อปฏิบัติอันเป็น “ธรรม” นั้น ย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมมิให้ตกไปในที่ชั่ว และให้ผลเป็นความเจริญสันติสุขในชีวิต และก่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ในหมู่คณะตลอดถึงสังคมประเทศชาติ
          
"พระราชญาณวิสิฐ (หลวงป๋า)"