
คณะทำงานศึกษาแอดมิชชั่นส์เห็นพ้องคณะปรับค่าน้ำหนักได้
คณะทำงานศึกษาระบบแอดมิชชั่นส์ เห็นพ้องคณะปรับค่าน้ำหนักได้ตามเหมาะสม ชี้เป็นการปรับเล็ก แต่คงไม่เริ่มปี 2554 ยันไม่มีการปรับ-เปลี่ยนแปลงใดๆ เหตุหากปรับต้องประกาศให้เด็กทราบล่วงหน้าก่อน 3 ปี เพื่อเด็กได้เตรียมตัว พร้อมนำข้อเสนอ ส่งต่อทปอ. 12 ก.พ. นี้
(8ก.พ.) ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นส์กลางของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะทำงานศึกษาระบบแอดมิชชั่นส์กลางประชุมหารือองค์ประกอบและค่าน้ำหนักในการแอดมิชชั่นส์กลางประกอบด้วย คะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรม.ปลาย(จีแพ็ค) 20 % แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต 30 % แบบทดสอบวัดความถนัดทั่วไปหรือแกต10-50 %และแบบทดสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการหรือ แพต 0-40 % และเห็นว่าองค์ประกอบและค่าน้ำหนักดังกล่าวไม่เหมาะสม และมีส่วนทำให้คณะต่าง ๆไม่สามารถคัดเด็กได้ตามที่ต้องการได้จริง
"ที่ประชุมได้เห็นชอบว่าน่าจะให้คณะต่าง ๆสามารถปรับค่าน้ำหนักขององค์ประกอบต่าง ๆได้ตามความเหมาะสม เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจจะเพิ่มค่าน้ำหนักการสอบวัดความถนัดทางวิทยาศาสตร์หรือแพต2 มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นการปรับเล็กแต่ต้องมาดูอีกครั้งว่าปรับเมื่อใด แต่ในปีการศึกษา 2554 ยังใช้องค์ประกอบและค่าน้ำหนักเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น หรือถ้าจะมีการปรับองค์ประกอบอื่น ๆ จะต้องประกาศให้เด็กทราบล่วงหน้าก่อน 3 ปี เพื่อเด็กได้เตรียมตัว"ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว
ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังหารือกันอย่างกว้างขวางเรื่ององค์ประกอบการคัดเลือก โดยเฉพาะจีแพ็ค และโอเน็ต สามารถนำมารวมกันได้หรือไม่ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เนื่องจากแต่ละองค์ประกอบมีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้ในการคัดเลือกแตกต่างกันไปดังนั้นต้องมาหารือกันอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาเรื่องสัดส่วนการรับแอดมิชชั่นและรับตรงในปัจจุบันเห็นว่าสัดส่วนการรับไม่แตกต่างกัน คือ50 ต่อ50 ถือว่าเหมาะสม แต่ที่ประชุมเป็นห่วงเรื่องการรับตรงที่ยังมีปัญหาทำให้เด็กต้องวิ่งรอกและเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น ได้นำประเด็นการจัดตั้งศูนย์กลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือศูนยรับตรง ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) มาคุยกันว่าจะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆได้จริงหรือไม่
"ในที่ประชุมได้คุยกันว่าถ้าจะไม่ให้เด็กต้องวิ่งรอกรับตรงมหาวิทยาลัยต่าง ๆต้องคัดเลือกพร้อมกัน หรืออาจจะต้องมีการใช้ข้อสอบกลางร่วมกัน แต่เกรงว่ามหาวิทยาลัยอาจจะต้องการข้อสอบกลางที่แตกต่างกันออกไปอีก และเป็นข้อสอบที่นอกเหนือจาก แพต ต่าง ๆก็อาจจะยิ่งทำให้เด็กต้องไปกวดวิชาอื่น ๆเพิ่มอีก จึงทำให้ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องนี้เช่นกัน และต้องมาคุยกันในเรื่องต่างๆอีกครั้ง แต่ในวันที่ 12 ก.พ. นี้ ที่จะมีการประชุม ทปอ.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) ตนจะเสนอผลการประชุมครั้งนี้ต่อทปอ. ต่อไป" ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว
ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(16 สถาบัน) กล่าวว่า คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผลิตครู 6 ปีปริญญาโท ในปีการศึกษา 2554 ไม่ทันเพราะต้องปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการนิเทศใหม่ แต่ยืนยันว่าปีการศึกษา 2555 จุฬาฯ พร้อมเปิดหลักสูตรผลิตครู 6 ปี ปริญญาโท แน่นอน โดยพร้อมทั้งเรื่องบุคลากร นิสิต ตลอดจนเรื่องการให้นิสิตฝึกปฏิบัติวิชาชีพครู 1 ปี
ศ.ดร.ศิริชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการรับนิสิตเข้าเรียนคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ปี 2554 ด้วยวิธีรับตรง นั้น จุฬาฯ กำหนดสัดส่วนรับนิสิตระหว่างระบบรับตรง 40% และแอดมิชชั่นส์กลาง 60% ในส่วนของระบบรับตรง แบ่งเป็นรับตรงแบบเปิดสอบ และรับตรงแบบพิเศษผ่านโครงการความสามารถพิเศษต่างๆ ซึ่งปรากฏว่าในส่วนของรับตรงแบบเปิดสอบนั้น มีเด็กสอบได้ 140 แต่สละสิทธิ์เหลือ 100 คน คิดเป็นสัดส่วนสละสิทธิ์ประมาณ 30-40% ส่วนรับตรงแบบพิเศษ ไม่มีใครสละสิทธิ์ ดังนั้นคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จะเพิ่มสัดส่วนการรับในระบบแอดมิชชั่นส์เพื่อมาทดแทนที่สละสิทธิ์ โดยคาดว่าจะรับผ่านระบบแอดมิชชั่นส์กลางทั้งสิ้นราว 300 คน



