
ยางราคาพุ่งเศรษฐีใหม่อีสานผงาดอานิสงส์จากโครงปลูกยาง1ล้านไร่
ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ราคายางพาราพุ่งขึ้นมาอีก ยางแผ่นดิบซื้อขายในท้องถิ่น กก.ละ 166.60 บาท ขณะที่ราคาประเมินที่ตลาดกลางหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อยู่ที่ กก.ละ 168.31บาท น้ำยางสดราคา กก.ละ 141 บาท ราคาประเมิน กก.ละ 144 บาท ส่วนยางรมควันราค
แม้ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า หากยางพาราที่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกยางพาราจำนวน 1 ล้านไร่ ชุดแรกที่ปลูกในปี 2547 จำนวน 15.2 ล้านต้น หรือราว 17% ประมาณ 1.6 แสนไร่ (กำหนดเดิม 18 ล้านต้น หรือ 20% หรือ 2.2 แสนไร่) เกษตรกรสามารถเปิดกรีดได้ในปีนี้ อาจทำให้ราคายางพาราแกว่งลงก็ตาม แต่ปรากฏว่าราคายางพาราพุ่งขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ บางครอบครัวที่ปลูกยางพาราเกินกว่า 10 ไร่ วิถีชีวิตเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐีย่อยๆ ที่มีกำลังซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะรถยนต์คันใหม่
อย่าง นายเนียด ดาสว่าง เกษตรกรชาวสวนยางบ้านสูบ ต.น้ำสวย อ.เมือง จ.เลย บอกว่า เดิมทีมีที่ดิน 10 ไร่ ปลูกมะขามหวานได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง บางปีประสบกับปัญหาฝนตกช่วงเก็บเกี่ยว เกิดเชื้อรา เก็บขายไม่ได้ ขาดทุนย่อยยับ บางปีเจอปัญหาภัยแล้ง มะขามไม่ติดผล พอปีไหนผลผลิตดีราคากลับต่ำลงมาก ในที่สุดตัดสินใจหันมาปลูกยางพารา พอกรีดได้ก็ขยายเพิ่มเรื่อยๆ รวมถึงขยายปลูกในโครงการยางพารา 1 ล้านไร่ จนปัจจุบันนี้มีสวนยางพารา 40 ไร่ หลังจากยางพาราราคาแตะที่ กก.ละ 145 บาท เมื่อปี 2553 นายเนียด บอกว่า ทำให้ครอบครัวมีรายได้ตกวันละ 7,250 บาท และปีนี้ยางพาราแพงขึ้นอีก ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
"ตอนนี้ผมพูดได้ว่าไม่ลำบากแล้ว เพราะรายได้ดีมาก ลูกๆ ได้เรียนจบทุกคน และมีงานทำ มีสวนยางและมีธุรกิจเป็นของตนเองกันหมดแล้ว ทุกวันนี้มีรายได้ทุกวัน บางส่วนก็เก็บไว้ ที่เหลือก็ซื้อรถยนต์คันใหม่ ปรับปรุงบ้าน และซื้อที่ดินเพิ่มบ้าง ผมพูดได้เต็มปากว่า ยางพาราทำให้ชีวิตของผมและครอบครัวเปลี่ยนไปจริงๆ" นายเนียด กล่าว
เช่นเดียวกับ นายอุเทือง อินทสิทธิ์ ที่ปลูกยางพาราในพื้นที่หมู่ 5 ต.กกดู่ อ.เมือง จ.เลย ยอมรับว่า ชีวิตเขาเปลี่ยนไปเพราะปลูกยางพารา หลังจากก่อนหน้านั้นครอบครัวปลูกถั่วฝักยาว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในเนื้อที่กว่า 50 ไร่ แต่เจอปัญหาภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยแล้งและราคาพืชผลตกต่ำ ไม่คุ้มทุน ไม่มีเงินมากพอสำหรับการใช้จ่าย ตอนหลังจึงหันมาปลูกยางพาราทั้งหมด
"ตอนที่กรีดยางพาราใหม่ๆ ครอบครัวผมมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5 หมื่นบาท พอปี 2552-2553 รายได้เริ่มดีขึ้น เฉลี่ยตกเดือนละ 9 หมื่นบาท ทำให้ชีวิตผมลืมตาอ้าปากได้ และต้นปี 2554 ก็ดีขึ้นอีก คิดว่าผมตัดสินใจถูกแล้วที่หันมาปลูกยางพาราแทนการทำการเกษตรแบบเก่าๆ" นายอุเทือง กล่าวอย่างภาคภูมิใจ พร้อมบอกว่า รายได้จากสวนยางพาราสามารถส่งเสียลูกเรียนหนังสือจบไปแล้ว 1 คน แถมยังมีเงินไปซื้อรถยนต์ ซื้อที่ดิน แบ่งให้ญาติพี่น้องที่ปลูกพืชอื่นๆ ให้หันมาปลูกยางพาราแทน
ขณะที่ นายสุรกิจ โฉมมงคล เกษตรกรวัย 55 ปี จากบ้านโนนสว่าง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย และเป็นประธานวิสาหกิจผู้ปลูกยางพาราบ้านโนนสว่าง กล่าวว่า เดิมมีอาชีพรับราชการครู แต่ใจชอบด้านการค้าขายและการเกษตร จึงใช้เวลาว่างหลังเลิกงานปลูกกล้วยและซื้อกล้วยน้ำว้าในพื้นที่ไปขายต่อ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงหันมาปลูกมันสำปะหลังก็ประสบกับการขาดทุนอีก เนื่องจากขายไม่ได้ราคา
ในที่สุดก็หันมาปลูกยางพารา เพราะเห็นว่าเป็นพืชที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ปลูกครั้งแรกปี 2532 พอยางราพาอายุ 7 ปี ทดลองกรีด พอได้น้ำยางต้องไปขายที่ จ.อุดรธานี ครั้งแรกขายเพียง กก.ละ 16 บาทเท่านั้น กระทั่งประมาณปี 2544 รัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ในภาคอีสานและภาคเหนือ ชาวบ้านให้ความสนใจปลูกเพิ่มขึ้น จึงตั้งกลุ่มวิสาหกิจผู้ปลูกยางพาราขึ้นมา เพื่อให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองราคา เริ่มแรกมีสมาชิกเพียง 12 คน แต่ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 169 คน ทำให้เรื่องตลาดหมดปัญหาไป เพราะมีบริษัทรับซื้อ 6-10 บริษัทไปประมูลถึงที่เดือนละ 1 ครั้ง โดยอิงราคายางพาราจากตลาด อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2554 ทำให้มีเงินสะพัดเข้ากลุ่มถึง 6.6 ล้านบาท รวมกับรายอื่นแล้ว ในพื้นที่ ต.บ้านม่วง จะมีเงินสะพัดจากยางพาราเดือนละกว่า 10 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า การที่ราคายางพารามีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้ความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกยางพาราโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกยางพาราจำนวน 1 ล้านไร่ ชุดแรกที่ปลูกในปี 2547 ซึ่งอดีตมีฐานะยากจนซ้ำซาก แต่พอยางพารากรีดได้กลายเป็นเศรษฐีย่อยๆ ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ยางราคาแพงยอดจองรถยนต์พุ่ง
ผลพลอยได้จากที่ราคายางพารานับวันสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปแตะที่ กก.ละกว่า 160 บาท ทำให้ในพื้นที่ภาคอีสานที่มีการปลูกยางพารา ไม่ว่าจะเป็นที่ จ.เลย หนองคาย และอุดรธานี เป็นต้น สิ่งที่ตามคือ ยอดสั่งจองรถยนต์เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเมื่อเกษตรกรมีเงิน สิ่งอำนวยความสะดวกก็ตามมา โดยเฉพาะรถยนต์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยแรกๆ สำหรับเศรษฐีใหม่ชาวสวนยางพาราที่นึกถึง
นายยืนยงค์ ปานเทศ ผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า สาขาเลย บอกว่า ตั้งแต่ยางพาราราคาสูง ทำให้เศรษฐกิจเมืองเลยโตขึ้น รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างอื่นที่ราคาสูงเช่นกัน อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง จนล่าสุดมียอดสั่งจองรถยนต์โตโยต้าเพิ่มอย่างรวดเร็วถึง 200 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถปิกอัพ 80%
"ที่ยอดสั่งรถยนต์สูงขึ้นกว่าทุกปี ผมคิดว่ามาจากรายได้หลายส่วน ที่เห็นชัดคือ จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล และยางพารา เพราะปีนี้ยางพาราโครงการ 1 ล้านไร่ ชุดแรกที่ปลูกเมื่อปี 2547 เริ่มกรีดได้แล้ว ปีหน้าชุดสองที่ปลูกปี 2548 ก็กรีดได้อีก และปีถัดไปก็กรีดชุดสุดท้าย นั่นหมายถึงว่า หากราคายางสูงอย่างนี้ปีต่อๆ ไป เศรษฐกิจเมืองเลยจะต้องบูมสุดขีดแน่นอน และที่สำคัญ บางทีโรงงานผลิตรถยนต์อาจผลิตออกมาไม่ทันด้วย เพราะยอดสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์ ที่เห็นชัดในปี 2552 มียอดขายรวม 800 คัน ปี 2553 มียอดขายรวม 1,366 คัน ปีนี้เพิ่งเดือนกว่า 200 คันแล้ว ผมตั้งเป้าไว้ว่าปีนี้ยอดที่ 2,000 คัน" นายยืนยงค์ กล่าว
ศูนย์ข่าวเนชั่นภาคอีสาน



