ไลฟ์สไตล์

ช้าเป็นการนานเป็นคุณ

ช้าเป็นการนานเป็นคุณ

06 ก.พ. 2554

คำถามยอดฮิตของผู้ใช้รถที่มีต่อผู้ที่ทำหน้าที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของรถยนต์ก็คือ จะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้เมื่อไร? ตอนนี้เกินกำหนดมาเกือบพันกิโลแล้วเครื่องยนต์จะมีปัญหาอะไรไหม? จะใช้น้ำมันเครื่องกันแบบไหนดี? คำตอบก็คงมีได้มากมายหลายแบบขึ้นอยู่กับว่าต้องก

 เรื่องของกำหนด ระยะเวลา การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องเล็กๆ ปลีกย่อยในข้อหนึ่งของการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ข้อหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นหัวข้อที่ถกเถียงพูดคุยสอบถามกันอยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อไรจึงจะต้องเข้าไปรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง แม้แต่ผู้ผลิตรถยนต์เองก็มีปัญหาเช่นกันที่จะกำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันโดยมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

 ถ้าหากกำหนดระยะเวลาที่กระชั้นถี่มากเกินไปก็จะเป็น ภาระ ให้ผู้ใช้รถ นอกจากนั้นน้ำมันเครื่องเป็นสารที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจำเป็นที่จะใช้กันอย่างประหยัด น้ำมันเก่าที่ถูกถ่ายทิ้งออกมาแล้วถ้าไม่ได้รับการจัดการอย่างดีก็จะเป็นตัว ทำลาย สิ่งแวดล้อม

 ในทำทองเดียวกันถ้าผู้ผลิตกำหนดระยะเวลาให้เนิ่นนานออกไป ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อเครื่องยนต์ที่ตนผลิตขึ้นมาอันจะเป็นผลต่อความเชื่อถือถึงคุณภาพในการใช้งาน เพราะเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งถูกผลิตออกขายใช้ในมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศแบบไหน ภูมิอากาศแบบใด และที่สำคัญพฤติกรรมการใช้รถของแต่ละคนแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

 ฝ่ายผู้ผลิตน้ำมันเครื่องออกขายแม้จะมีหน่วยงานที่กำหนดมาตรฐานของน้ำมันเครื่องอยู่หลายหน่วยงานว่าผู้ผลิตน้ำมันเครื่องจะต้องทำให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้นจึงสามารถที่จะนำไปใช้กับเครื่องยนต์ได้

  น้ำมันเครื่องก็ยังมีการผลิตออกมาขายกันมากมายหลายชนิดหลายเกรด โฆษณาชักจูงกันจนผู้ใช้รถสับสนงุนงงว่าควรจะเลือกใช้ชนิดไหน ความเป็นจริงมีอยู่ว่าเครื่องยนต์ที่ถูกผลิตออกมานั้นจะต้องมีความแข็งแรงทนทานมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยมีค่าการ บำรุงรักษาน้อย ที่สุด จึงจะเรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดี น้ำมันเครื่องคือ วัสดุสิ้นเปลือง ยิ่งใช้กันมาก (เปลี่ยนถ่ายบ่อย) ก็จะทำให้การค้าการขายน้ำมันเครื่องสร้างกำไรให้แก่ผู้ค้าได้มาก

 ผู้ผลิตเครื่องยนต์นั้น กำไร หรือชื่อเสียงได้มาจากเครื่องยนต์ที่ใช้งานทนทาน การที่ผู้ขายน้ำมันเครื่องชักจูงให้ผู้ใช้รถใช้น้ำมันเครื่องที่มีราคาสูงเปลี่ยนถ่ายบ่อยๆ อันอาจจะทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานได้นานขึ้น ก็จึงจำต้องนิ่งเฉยต่อการสิ้นเปลืองของผู้ใช้รถยนต์นั้น ทั้งๆ ที่ปรัชญา หรือเจตจำนงของผู้ผลิตเครื่องยนต์มีคำตอบให้ว่าน้ำมันเครื่องที่ดีที่สุดคือน้ำมันเครื่องที่หาซื้อได้ง่ายๆ ราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

 มีผู้ผลิตรถยนต์หลายรายที่อยากจะสร้างกำหนดกฎเกณท์ขึ้นตายตัวว่าเมื่อไรควรจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง (ที่ปัจจุบันจะกำหนดให้เปลี่ยนกันที่ 10,000-15,000 กิโลเมตร โดยไม่เจาะจงไปที่น้ำมันเครื่องแพงๆ)

 จึงได้ผลิต อุปกรณ์ตรวจวัดความเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่อง ที่คอยบ่งบอกผู้ใช้รถว่าควรจะเข้าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้แล้วแทนการคำนวณจากวันเวลาหรือระยะทางที่ใช้ ในบ้านเราก็มีรถอยู่ไม่กี่ยี่ห้อที่ใช้อุปกรณ์ตัวนี้ที่จะกำหนดเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซึ่งก็เป็นผลดีที่จะไม่ต้องมาถกเถียงกันว่าจะเปลี่ยนกันเมื่อไร

 น้ำมันเครื่องชนิดที่วิเศษที่สุดที่จะทำให้เครื่องยนต์ทนต่อการใช้งานมากกว่า 1 ล้าน หรือ 2 ล้านกิโลเมตร แล้วส่วนประกอบหรือระบบอื่นๆ ในตัวรถนั้นจะมีอายุการใช้งานได้สักเท่าไร แม้เครื่องยนต์คงสภาพที่ สมบูรณ์ หลังจากผ่านการใช้งานไปแล้ว 5 ล้านกิโลเมตร ระบบเบรก ระบบกันสะเทือน ระบบังคับเลี้ยวจะมีอายุใช้งานได้ตามนั้นหรือไม่ และประการสำคัญในธุรกิจของการขนส่งที่ต้องมีเวลาระยะทางที่กำหนดไว้ตายตัว รถยนต์คันหนึ่งๆ จะ หมดสภาพ (ขายทิ้ง) กันเมื่อไร แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะจ่ายเงินค่าน้ำมันเครื่องไปโดยที่สภาพของระบบอื่นๆ ไม่สามารถที่จะปรับปรุงให้เหมือนสภาพรถใหม่ได้อีกแล้ว