ไลฟ์สไตล์

ศก.อุดรฯคึกศิษย์แห่ไหว้หลวงตาบัว

ศก.อุดรฯคึกศิษย์แห่ไหว้หลวงตาบัว

04 ก.พ. 2554

ประชาชนยังแห่มากราบไหว้หลวงตาบัวล่าสุด 6 วัน ยอดบริจาคเงินกว่า 15 ล้านแล้ว ผลิตน้ำดื่มบริการประชาชนที่มาทำบุญ ชาวอยุธยาแห่กราบไหว้รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งหลวงตามหาบัว ภายในวัดท่าการ้อง ไม่ต้องเดินทางไกลไปถึง จังหวัดอุดรธานี

(4ก.พ.) นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานความคืบหน้าในทุกส่วน ไม่มีปัญหาอะไรน่าหนักใจ เพราะทุกคนมีความตั้งใจทำถวายหลวงตามหาบัว โดยเรื่องเมรุชั่วคราวงานดินใกล้เสร็จแล้ว ซึ่งการก่อสร้างจะเพิ่มเติมทางลาด เพื่อให้พระผู้ใหญ่ที่ใช้รถเข็น หรือวีลแชร์ได้ใช้ นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องจุดวางดอกไม้จันทน์อยู่หลายจุด ซึ่งการก่อสร้างจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือน จากนั้นก็จะมีการตกแต่งเพิ่มเติมบ้าง ในส่วนของพิธีการ

 ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี กล่าวอีกว่า เราจะเรียกศาลาการเปรียญในวัดว่า “ศาลาใน” ส่วนศาลาการเปรียญด้านนอกจะเรียน “ศาลานอก” ซึ่งส่วนนี้จะใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธี ที่พักสงฆ์ และญาติโยม เรื่องการจราจรมีการปรับเปลี่ยนบ้าง เบื้องต้นได้กำหนดจุดจอดรถ 15 จุด เป็นพื้นที่ของวัด และที่นาชาวบ้านตาดที่เต็มใจให้ใช้ รวมมากกว่า 1 ล้าน 7 แสนตารางเมตร เราเชื่อว่าเพียงพอให้บริการ เหลือเพียงการนำมาบริหารจัดการ ที่จะมีการประชุมเฉพาะฝ่ายอีกครั้ง

 นายคมสันฯ ตอบข้อซักถามด้วยว่า จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับญาติธรรม เมื่อวานนี้จนเสียชีวิตจำนวนมาก ตำรวจกำลังสอบสวนหาสาเหตุอยู่ ซึ่งได้ขอให้ตำรวจภูธร จ.อุดรธานี พิจารณาส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปประจำตามจุดกลับรถที่สำคัญ ที่รถจะเดินทางมายังวัดป่าบ้านตาด

 นายธีระ ตั้งหลักมั่นคง ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ปกติประชาชน ศิษยานุศิษย์ ญาติโยม จะเดินทางมาเพื่อกราบหลวงตาประจำอยู่แล้ว แต่หลังจากหลวงตาละสังขารแล้ว ก็จะยิ่งมีมากขึ้นหลายเท่าและจะเป็นเช่นนี้อีกนาน แม้ว่างานพระราชทานเพลิงศพจะผ่านไปแล้วก็ตาม  ด้วยพระบารมีของหลวงตา ทำให้เศรษฐกิจของอุดรธานีคึกคักมาก ทั้งที่พัก โรงแรม รีสอร์ท การเดินทางทั้งทางอากาศ ทางบก ร้านอาหาร เพราะว่าทุกคนเดินทางมาไม่ใช่คนเดียว แต่จะมาเป็นหมู่คณะ และทุกจะต้องกินอาหาร ซึ่ง จ.อุดรธานี เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจอยู่แล้ว สามารถดูแลผู้ที่เดินทางมาร่วมงานหลวงตาได้ แต่หากคำนวณเป็นตัวเลขคงยังไม่สามารถพูดได้ในขณะนี้

 ยอดบริจาคเงิน6วันรวมกว่า15ล้านบาท

 พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด นำคณะสงฆ์ออกบิณฑบาตร โดยมีประชาชนจำนวนมากมารอใส่บารตเช่นทุกวัน ในขณะที่บริเวณตั้งโกศโถ และร่างหลวงตามหาบัว บนชั้นสองศาลาใน ได้งดให้ประชาชนเข้ากราบมนัสการเป็นการชั่วคราว เพราะมีพระสงฆ์ปฏิบัติกิจ และฉันท์ภัตราหารเช้าอยู่ข้างล่าง หลังจากฉันท์อาหารเสร็จแล้ว พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย อ.นายูง ได้เทศน์โปรดแก่บรรดาศรัทธาญาติโยม ภายในศาลาการเปรียญ โดยเน้นให้ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ให้ยึดมั่นในการปฎิบัติธรรม ตามคำสอนของหลวงตามหาบัวอย่างเคร่งครัด 

  ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ที่กองอำนวยการถวายรักษาความปลอดภัย นายคมสัน เอกชัย ผวจ.อุดรธานี  พล.ต.ต.บุญจันทร์ นวลสาย ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ตัวแทนรองแม่ทัพภาค 2 พร้อมพระอาจารย์อินถวาย สันตุสัสโก พระอาจารย์นภดล นนทะโน และคณะพระสงฆ์ และฆราวาส พร้อมตัวแทนจากสำนักพระราชวัง ได้ร่วมประชุมหาข้อสรุปการจัดงานประราชทานเพลิงศพหลวงตามหาบัว

  ในเรื่องเมรุชั่วคราว ที่จะใช้ในการพระราชทานเพลิงศพหลวงตามหาบัวด้านหน้าศาลานอก โดยงานดินทั้งหมดจะเสร็จภายในวันนี้ (4 ก.พ.) พร้อมกับมีการปรับระดับชั้นดินลดลงเหลือชั้นละ 1เมตร เพื่อที่จะทำบันไดชั้นละ 7 ขั้น ขั้นละประมาณ 14 ซม. ซึ่งจะทำให้ไม่สูงมาก รวมถึงให้มีทางลาดขึ้นไปถึงชั้นที่ 3 แต่ในส่วนกรดยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าจะใช้ตั้งกลาง หรือขึ้งเป็นแบบ 4 จุด และบริเวณรอบเมรุชั่วคราวจะมีการเทลาดแอดฟาติกเพื่อไม่ใช้มีฝุ่น

  นอกจากนี้ที่ประชุม ยังพูดถึงการจัดผังบริเวณงานรวมถึงที่จอดรถ 15 จุด การจัดการเรื่องขยะที่ให้ อบต.และเทศบาลบริเวณใกล้เคียงกว่า 10 แห่ง เข้ามาดำเนินการเก็บ รวมถึงการสร้างห้องน้ำ ระบบระบายน้ำเสียโดยทาง สารธารณสุขจังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม ของโรงทานที่มาตั้งทั้งหมด เพื่อป้องกันโรคระบาด โดยเฉพาะโรคท้องร่วง พร้อมกันนี้ ได้ให้มีการตั้งศูนย์ประสานงานในเรื่องทั้งหมด ส่วนยอดเงินบริจาคทางวัด ตั้งตู้รับบริจาคทั้งหมด 22 ตู้ ขณะนี้ได้ยอดเงินรวมถึงวันที่ 3 ก.พ.2554 รวมทั้งสิ้น 15,326,574 บาท


ผลิตน้ำดื่มบริการประชาชนที่มาทำบุญวัดป่าบ้านตาด

 หลังจากที่พุทธศาสนิกชน จากทั่วประเทศ หลั่งไหลมาที่วัดป่าบ้านตาด เพื่อร่วมทำบุญและมากราบไหว้สรีระ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ที่ได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้บริเวณรอบๆวัดนั้น ต่างแน่นถนัดไปด้วยฝูงชน ดังนั้นทางสำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอุดรธานี และเทศบาลนครอุดรธานี ได้นำรถผลิตน้ำดื่มของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา มาจอดเอาไว้อยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านหน้าวัด เพื่อผลิตน้ำดื่มไว้แจกจ่ายให้กับพุทธศาสนิกาชนที่มาทำบุญ

  พ.จ.อ.สุเนตร ศรีนาสังข์ เปิดเผยว่า ได้นำรถผลิตน้ำดื่มมาตั้งที่วัด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และจะอยู่ผลิตน้ำดื่มแจกจ่ายให้กับประชาชน จนกว่าพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงตามหาบัวจะเสร็จ ซึ่งรถคันนี้สามารถผลิตน้ำดื่มได้ถึงวันละ 6,500 ลิตรต่อวัน โดยขั้นตอนการผลิตน้ำดื่มนั้น ทางเทศบาลนครอุดรธานี และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอุดรธานี จะนำน้ำดิบจำนวน 12,000 ลิตร มาใส่ไว้ในถังบนรถ ที่มีอยู่ 2 ถัง จากนั้นจะเดินเครื่องผลิต เพื่อกลั่นเป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ออกมาได้ถึง ชั่วโมงละ 1,500 ลิตร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำขวดพลาสติก มาบรรจุใส่น้ำดื่มปิดฝา และแจกจ่ายให้กับประชาชนต่อไป
 
 ส่วนพื้นที่นารอบๆบริเวณวัดป่าบ้านตาด ทางวัดจะทำเป็นลานจอดรถชั่วคราว เพื่อรองรับรถยนต์ของเหล่าพุทธ ศาสนิกชน ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงตาบัว ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณรถหลายพันคัน โดยเจ้าหน้าที่ได้นำรถไถมาปรับหน้าดิน และไถคันนาออก เพื่อเปิดเป็นช่องทางให้รถสามารถเข้าออกได้ สำหรับบรรยากาศโรงทานนั้น บรรดาลูกศิษย์จากทั่วประเทศ ต่างทยอยมาตั้งเต๊นท์ เพื่อเปิดเป็นโรงทาน บริการข้าวและน้ำดื่ม ให้กับประชาชน จนล้นลานหน้าวัด ซึ่งขณะนี้มีโรงทานมากกว่า 200 โรงทานแล้ว นอกจากนี้ทางธนาคารออมสิน ภาค 10 ยังนำร่มกันแดดกว่า 100 คัน มาให้ประชาชนยืม เพื่อใช้ร่มกันแดดเดินเข้ามาทำบุญภายในวัดอีกด้วย

ชาวอยุธยาแห่กราบไหว้รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งหลวงตา

            เมื่อเวลา 10.00 น.ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดท่าการ้อง ม.8 ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากรับทราบจากชาวบ้านว่าที่วัดมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนหลวงตาบัว ซึ่งมีประชาชนที่ทราบข่าวไปกราบไหว้จำนวนมาก พระครูสุทธิปัญญาโสภณ เจ้าอาวาส วัดท่าการ้อง ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2554 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป   ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน ได้หลังไหลมากราบไหว้พระขอพรให้ ตัวเองและครอบครัวได้มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดปี 2554 กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนชาวไทย ที่เดินทางมากราบไหว้พระขอพร ได้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ซึ่งมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งจำลอง พระเกจิ อาจารย์ชื่อดังจำนวนมาก ตั้งแต่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรมรังสี หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อปานวัดบางนมโค พระครูบาศรีวิชัย และ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

 ทั้งนี้ ประชาชนเดินทางมากราบไหว้ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ มากเป็นพิเศษ หลังหลวงตามหาบัว ได้มรณภาพละสังขารไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ต้องเดินทางไกลไปถึง จังหวัดอุดรธานี สามารถที่จะกราบสักการะรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งแทนได้ที่วัดท่าการ้อง เนื่องจากมีรูปร่างลักษณะเหมือนจริงทุกอย่าง

 นอกจากนี้ พระครูสุทธิปัญญาโสภณ ยังเปิดเผย อีกว่า ในช่วงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมากราบไหว้พระขอพรในช่วงเทศกาลวันตรุษจีนกันมาก เนื่องจากผู้ปกครองจะต้องรอให้ โรงเรียนหยุดเพื่อที่จะได้พาบุตรหลานเดินทางมาด้วย

เจ้าคุณปู่สุขอดีตเจ้าคณะกาฬสินธุ์ละสังขาร

  ที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์  อ.เมือง  จ.กาฬสินธุ์   นายแพทย์สมคิด  สุริยเลิศ  ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์  ได้แจ้งว่า  พระธรรมวงศาจารย์  หรือ  เจ้าคุณปู่สุข  อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์  เจ้าอาวาสวัดกลาง(พระอารามหลวง) จ.กาฬสินธุ์  ได้ละสังขารอย่างสงบ วันที่  3  ก.พ.  54  เวลา  19.14  น.  ที่ห้อง ไอ.ซี.ยู.  โรงพยาบาลกาฬสินธุ์    โดยพระธรรมวงศาจารย์  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ให้ทรงรับไว้ในพระราชานุเคราะห์ โดยให้ได้รับการเอาใจใส่ดูแลด้านสุขภาพอนามัย จากคณะ แพทย์ในพระองค์   ในปี  2539  จากนั้นคณะแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ได้ถวายการรักษาอาการอาพาธที่ห้องไอ.ซี.ยู. มาตั้งแต่ ปี  2549   ด้วยโรคชรา และโรคภูมิแพ้  จนกระทั่งมรณภาพอย่างสงบ  ท่ามกลางความเสียใจบรรดาญาติ  ลูกหลานและศิษยานุศิษย์จำนวนมาก  รวมถึงคณะแพทย์พยาบาลที่ถวายการรักษาตลอดระยะเวลา 5 ปี

 สำหรับพระธรรมวงศาจารย์  หรือที่ชาวกาฬสินธุ์เรียกกัน  เจ้าคุณปู่สุข   เดิมชื่อ สุข  กายาผาด  เกิดเมื่อวันที่  6  พ.ย.  2547  ปีขาล  ตรงกับวันศุกร์  แรม  4  ค่ำ  เดือน  12  เป็นบุตรของนายนนท์  และนางแผง  กายาดผาด  ชาวบ้านบึงวิชัย  อ.เมือง  จ.กาฬสินธุ์   โดยเจ้าคุณปู่สุข  ได้บรรพชา - อุปสมบท  เมื่อวันพุธที่  30  พ.ค.  2477   ที่วัดวิเศษไชยราม  ต.วิชัย  อ.เมือง  จ.กาฬสินธุ์  พระอุปัชฌาย์  ชื่อ  พระครูกาฬสินธุ์ธวาจารย์ (ติ่ง  ธรรมปัญโญ)   ได้รับฉายา  สุข  สุขโณ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระธรรมวงศาจารย์  หรือเจ้าคุณปู่สุข  ได้ครองตนอยู่ในเพศบรรพชิตด้วยจริยวัตรที่งดงาม  นอกจากนี้ยังบำเพ็ญกรณียกิจ  และก่อประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไปในทุก ๆ ด้าน    จนได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ  เป็นบุคคลดีเด่นตัวอย่างที่เป็นผู้นำชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน   เนื่องจากเจ้าคุณปู่สุข  ถือเป็นผู้มีภูมิความรู้ในทุก ๆ ด้านมีความเชี่ยวชาญพิเศษในการเขียนและหนังสือทั้งเป็นแบบคู่มือการดำเนินชีวิต  ภาษิตบาลี และผญาสุภาษิต ซึ่งเป็นถ้อยคำสอนของคนอีสานดั้งเดิม โดยเฉพาะปริศนาธรรมที่ขึ้นชื่อที่กล่าวถึงสังขารชีวิต  แต่ละช่วงอายุ ที่ว่า  10  ปี  อาบน้ำบ่หนาว - 20 (ซาว)  ปี  เกี้ยวสาวบ่เบื่อ - 30  ปี ตื่นก่อนไก่ - 40  ปี  ไปไฮ่มาทอดขา - 50  ปี  ไปนามาทอดยุ้ย - 60  ปี  เป่าขลุ่ยบ่ดัง -70  ปี  ตีระฆังบ่ม่วน - 80  ปี  ผมหงอกเป็นดอกเลา  90  ปี  ลูกหลานเห็นฮ้องไห้ - 100  ปี  ไข่กะตายบ่ไข่กะตาย ซึ่งเป็นบทผญาที่ชาวกาฬสินธุ์พูดกันจนติดปากจนถึงทุกวันนี้

 นอกจากนี้พระธรรมวงศาจารย์  ยังมีอีกหนึ่งบทบาทคือการเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม  ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศึกษาธิการอ.เมืองกาฬสินธุ์ ในปี  2491  เป็นศึกษาธิการจ.กาฬสินธุ์  ในปี  2492  เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษา  วัดกลาง (พระอารามหลวง) จ.กาฬสินธุ์ ปี 2494  ซึ่งได้ทุ่มเทแรงกายและใจพัฒนาสำรักเรียนจนได้รับเลือกให้เป็นสำนักเรียนดีเด่น   ในปี 2515  ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์  และในปี 2516  ได้รับแต่ตั้งให้เป็น เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์   นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก  โดยมีการตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษา 3 มูลนิธิ  ซึ่งเป็นมูลนิธรที่สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับสามเณร- ภิกษุสงฆ์และนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน  ส่วนผลงานด้านงานเขียนและแต่งหนังสือมีจำนวนมาก  โดยเป็นการพิมพ์เพื่อจากจ่ายให้กับพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไป  เริ่มตั้งแต่ปี  2513  โดยหนังสือที่ได้รับความนิยมได้แก่  คู่มือพ่อบ้าน  ปฏิบัติกรรมฐานแบบดั้งเดิมขั้นพื้นฐาน  หลักการแต่งกาพย์กลอนต่าง ๆ หนังสืออุบาทว์  หนังสือบาลีไวยากรณ์  และที่สำคัญคือ  การรวบรวมผญาสุภาษิต  คำสอนโบราณ  ในงานฉลองอายุ  7  รอบ  84  ปีพ.ศ.2534 ได้รับคัดเลือกจากกรมศิลปากร ให้เป็น พระนักอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น  รับเข็มและโล่เกียรติคุณ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย นอกจากนี้  ยังได้จัดตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษา คือ มูลนิธิพระราชพรหมจริยคุณ  มูลนิธิลูกจันทร์ทองเจริญ และมูลนิธิศรีนนทลักษ์กายาผาด

 อย่างไรก็ตาม  การละสังขารของพระธรรมวงศาจารย์  หรือเจ้าคุณปู่สุข  นอกเหนือจากจะสร้างความเสียใจและความโศกเศร้าของคนทั่วทั้งจังหวัดแล้ว  ยังถือเป็นเรื่องประหลาดและมหัศจรรย์อย่างมาก  เพราะชาวกาฬสินธุ์โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่ทราบประวัติของเจ้าคุณปู่สุขที่อุปสมบทหลังหลวงตามหาบัวฯเพียง 18  วัน  คือ  หลวงตามหาบัวอุปสมบทเมื่อ 12 พ.ค. 2477  ขณะที่ เจ้าคุณปู่สุข บวชตามหลังในวันที่  30  พ.ค.  2477  ซึ่งเป็นปีเดียวกัน  และยังมรณภาพหลังหลวงตามหาบัวฯ อีก  ทั้ง ๆ ที่ได้ป่วยอาพาธมานานเกือบ 14  ปี  ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นการละสังขารเพื่อไปศึกษาพระธรรมกับหลวงตามหาบัวฯในอีกภพหนึ่ง