ไลฟ์สไตล์

"มาร์ค"หนุนปลูกยางพาราทั่วประเทศ

"มาร์ค"หนุนปลูกยางพาราทั่วประเทศ

04 ก.พ. 2554

"มาร์ค" ตีปี๊ป โครงการส่งเสริมปลูกยางพารา โอ่ ทั่วประเทศ 8 แสนไร่ ทุ่มอีสานภาคเดียว 5 แสนไร่ คอนเฟอเร้นท์ผู้ว่าฯหนองคาย สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี เร่งทำความเข้าใจเกษตรกร บี้ ดูแลเรื่องข้อมูลที่เป็นจริง สกัดทุจริต หวั่นทำโครงการชะงัก

(4ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมติดตามการปฏิบัติงานของส่วนราชการ ผ่านการสื่อสารทางไกลด้วยระบบวีดีโอคอนเฟอเร้นท์ กับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนส่วนราชการ และประชาชน ในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด หนองคายและสุรินทร์ โดยมีนายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายชูชาติ ตันอังสนากุล ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง และนางอัญชลี วาณิช เทพบุตร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการส่งเสริมการปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ระยะที่ 3 (พ.ศ.2554-2556) จำนวน 8 แสนไร่ โดยมีเป้าหมายปลูกยางในภาคเหนือ 1.5 แสนไร่ ภาคกลางและตะวันออก 1 แสนไร่ ภาคใต้ 5 หมื่นไร่ และในภาคอีสาน 5 แสนไร่ ซึ่งขณะนี้มีความนิยมในการปลูกกันเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามรัฐบาลให้การสนับสนุนในเรื่องปัจจัยการผลิต การบริหารจัดการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่สำคัญคือคนที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และต้องมีที่ดินเป็นของตัวเอง มีเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากสิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงขณะนี้คือจะมีพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะคิดไปรุกที่เพราะอยากมาประกอบอาชีพทางด้านนี้ ดังนั้นการรุกที่ไม่ใช่นโยบายรัฐบาลเพราะรัฐบาลต้องการอนุรักษ์พื้นที่ป่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

 นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่จะมีความเหมาะสมในการที่จะปลูกยางพารา ถ้าเอาพื้นที่ไม่เหมาะสมไปปลูกก็มีปัญหาคือไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้นนี่คือเหตุผลที่กรมวิชาการการเกษตรต้องกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม อีกประการคือถ้าเอาพื้นที่ที่เหมาะจะทำอย่างอื่นมาปลูกก็จะไปกระทบต่อเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เช่น ไม่ต้องการให้เอาพื้นที่ปลูกข้าวมาปลูกยาง ตรงนี้เป็นแนวทางชัดเจน

 นายกฯ กล่าวว่า ตนขอให้ทางกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องโครงการนี้ว่ามีความสำคัญ ทำให้ถูกต้องโปร่งใสทุกประการโดยเฉพาะคุณสมบัติ เพราะในวันที่ 15 ก.พ.นี้กำลังจะมีการรับลงทะเบียนแล้ว ดังนั้นต้องเร่งทำความเข้าใจให้เกษตรกรได้รับทราบโดยทั่วกัน อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลนั้นเดินหน้าอย่างแน่นอน ตอนนี้สามารถช่วยให้ราคาข้าวโพดดีขึ้นมาก ส่วนราคาข้าวนั้นก็พยายามดูแลอยู่ แต่จากที่หลายหน่วยงานรายงานมานั้นทำให้ทราบว่าเริ่มมีการทุจริต เนื่องจากไม่แจ้งข้อมูลพื้นฐานที่เป็นจริง ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายช่วยดูแล เพราะถ้าเกิดการทุจริตก็จะทำให้โครงการหยุดชะงัก และขอให้หน่วยงานดูแลเรื่องการแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงด้วย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกระทรวงเกษตรมอบให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จัดทำประกาศหลักเกณฑ์การให้การสงเคราะห์ เพื่อรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ เพื่อรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามเงื่อนไขต่างๆที่กำหนด อาทิ ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองไม่น้อยกว่า 2 ไร่ และไม่เคยมีสวนยางมาก่อน ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือปลูกยางพันธุ์ดีรายละ 2-15 ไร่ โดยรัฐจะช่วยเหลือแบบให้เปล่าในรูปปัจจัยการผลิต ได้แก่พันธุ์ยาง ปุ๋ย เมล็ดพืชคลุมดิน ใน 3 ปีแรก คิดเป็นเงิน 3,529 บาท ต่อไร่ และแบ่งจ่ายเป็นงวดๆตามหลักเกณฑ์ของสกย. ส่วนที่เหลือตั้งแต่ปีที่ 4-7 เกษตรกรต้องใช้ทุนของตัวเอง ซึ่งระหว่างรอการกรีดยางรัฐบาลจะสนับสนุนวงเงินกู้ โดยขอความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อให้เกษตรกรมีความสามารถทางการเงินที่จะดูแลรักษาสวนยางให้มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดความรู้ การทำสวนยางอย่างถูกวิธี ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร