
รอยยิ้มโมนาลิซ่ามาจากผช.ดาวินชี่
ผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลี เชื่อคนที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อภาพยิ้มปริศนาของโมนา ลิซ่า คือผู้ช่วยของเขาเอง ซิลวาโน่ วินเซติ นักวิจัยชาวอิตาลี ให้ความเห็นว่า
เด็กฝึกงานชายที่อยู่กับลีโอนาร์โด ดา วินชี่จิตรกรเอกของโลกมาเป็นเวลานาน และเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นคู่รักของเขาด้วย คือ บุคคลที่เป็นทั้งแบบ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อภาพเขียนอันเลื่องชื่อ " โมนา ลิซ่า " แต่ภาพเขียนนี้ ก็ยังแสดงถึงการผสมผสานกันระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และความเชื่อเกี่ยวกับปรัชญาด้วย
วินเซติ บอกว่า การที่ดาวินชี่ มักจะพักการทำงานศิลปะของเขาเป็นช่วง ๆ ในช่วงเวลาหลายปี ทำให้เขาได้รับอิทธิพลและแหล่งที่เป็นแรงบันดาลที่แตกต่างกันไป จึงทำให้ภาพเขียนบนผืนผ้าใบของเขา เต็มไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ซุกซ่อนอยู่ และภาพโมนา ลิซ่า ก็ไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่ต้องตีความหมายกันหลายระดับ
เรื่องที่ถูกนำมาเปิดเผยล่าสุดนี้ เป็นหนึ่งในหลายทฤษฎีที่มีการพูดถึงกันมานานหลายทศวรรษโดยเฉพาะปริศนาเกี่ยวกับตัวนางแบบ โมนา ลิซ่า ว่าเป็นใครมาจากไหน และรอยยิ้มอันลึกลับบางทฤษฎีบอกว่า โมนา ลิซ่า คือ ตัวดาวินชี่เองที่แต่งตัวเป็นหญิง หรือไม่ก็เป็นภรรยาของพ่อค้าไหมผู้มั่งคั่งแห่ง ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด แห่งเมืองฟอร์เรนซ์
ปัจจุบัน ภาพเขียนชื่อก้องโลกนี้ ถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณธ์ลูฟ ในกรุงปารีส และวินเซติ เชื่อว่าจิอัน เกียโคโม่ คาปร็อตติ หรือ ซาไล ที่ติดสอยห้อยตามดาวินชี่มานานกว่า 20 ปี โดยเริ่มจากปี2483 เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์อันคลุมเครือกับดาวินชี่ แต่นักประวัติศาสตร์ศิลป์ส่วนใหญ่ ต่างมีความเห็นว่า ซาไล คือ คนรักของดาวินชี่
ผลงานหลายชิ้นของลีโอนาร์โด รวมทั้ง " เซนต์ จอห์น เดอะ แบ๊พทิสต์ " และ " แองเจิล อินคารเนต "ที่มีคนรู้จักน้อยกว่า ก็ได้รับอิทธิพลจากซาไล ซึ่งแสดงให้เห็นเรือนร่างของชายหนุ่ม แต่มีส่วนโค้งส่วนเว้าและดูอรชรเหมือนผู้หญิง ทั้งยังไว้ผสมยาวหยิกเป็นลอนสีน้ำตาลอีกด้วย
วินเซติ ระบุว่า จมูกและปากของโมนา ลิซ่า มีส่วนคล้ายซาไล และเขาก็เป็นนายแบบคนโปรดของลีโอนาร์โด เชื่อว่าเขาจะใส่คุณลักษณะของซาไลลงไปในช่วงสุดท้ายของการเขียนภาพโมนา ลิซ่า และนับเป็นครั้งแรก ที่ชื่อของ ซาไล ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับโมนา ลิซ่า แต่มีนักวิชาการบางคน ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้
วินเซติ บอกว่า อาจมีอิทธิพลอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อภาพเขียนของลีโอนาร์โดด้วย แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่าลิซ่า เกอร์ราร์ดินี่ ภรรยาของพ่อค้าไหมแห่งเมืองฟลอเรนซ์ อาจเป็นแรงบันดาลใจในตอนแรกให้กับเขา หรือไม่ก็อาจเป็นหญิงสูงศักดิ์ เบียทริซ เดสเต้ ที่สมรสกับ ลูโดวิโก้ สฟอร์ซ่า ดยุคแห่งมิลานที่ลีโอนาร์โด พบเธอตอนที่เขากำลังเขียนภาพ " เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์ " เพื่อประดับที่คริสตศาสนสถาน ซานตา มาเรีย เดลเล่ เกรซี่ ในมิลาน ซึ่งเธอไปสวดมนตร์ประจำ
ขณะที่นักประวัติศาสตร์บอกว่า ลีโอนาร์โดเริ่มเขียนภาพโมนา ลิซ่า เมื่อปี 2046 ตอนที่เขากลับจากมิลาน แต่วินเซนติ แย้งว่า เขาจะน่าเขียนเมื่อทศวรรษที่ 1490 โดยวินเซติ ได้ใช้วิทยาการสมัยใหม่ เหมือนกับเทคนิคการสืบสวนของ CSI ผสมกับงานวิจัยแบบเก่า เขายังใช้เครื่องสแกนภาพที่มีความละเอียดคมชัดสูง และได้พบตัวพยัญชนะ เอส และ แอล ในดวงตาของโมนา ลิซ่าและเลข 72 ที่ใต้สะพานของฉากด้านหลังอีกด้วย
วินเซนติ ตีความว่า เอส หมายถึงซาไล หรือไม่ก็ราชวงศ์สฟอร์ซ่า ที่ปกครองมิลาน ส่วน แอลอาจหมายถึงตัวเขาเองก็ได้ หรือ ลิซ่า เกอราร์ดินี่ ผู้หญิงที่หลายคนเชื่อว่าเป็น โมนา ลิซ่า ตัวจริงก็ได้



