ไลฟ์สไตล์

รมว.ไอซีทีแจงให้ทรูมูฟซื้อฮัทซ์7,500ล้าน

รมว.ไอซีทีแจงให้ทรูมูฟซื้อฮัทซ์7,500ล้าน

03 ก.พ. 2554

"รมว.ไอซีที"แจงสภายันให้ทรูมูฟซื้อฮัทซ์ 7,500 ล้านมีประโยชน์มากกว่าลงทุนซื้อเอง ย้ำมีกฎหมายรองรับ ทั้งกทช. - กฤษฏีการับรอง รัฐไม่เสียประโยชน์

(3ก.พ.)  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร   ที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนทำหน้าที่ประธานการประชุม   นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามนายกฯเรื่องโทรศัพท์ 3 จีว่า คลื่นโทรศัพท์เป็นเรื่องสำคัญเป็นทรัพยากรของชาติ ใครก็ตามที่ได้สัมปทานคลื่นผู้นั้นจะเป็นมหาเศรษฐีในทันที เพราะคลื่นที่ใช้กับการสื่อสารทำให้หลายคนร่ำรวยขึ้นมาอย่างกะทันหัน เรื่องคลื่นความถี่ 3 จี มีปัญหาเริ่มตั้งแต่การประมูลโดยศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ระงับการประมูล เนื่องจากไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารได้ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้อาจเพราะเป็นเรื่องที่มีปผลประโยชน์มหาศาล

 นายประเกียรติ กล่าวอีกว่า เดิมการบริการคลื่นความถี่มีคณะกรรมการบริหาร มี 2 หน่วยงานของรัฐคือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.)และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ได้รับคลื่นความถี่ในการดำเนินการโดยกสท.ได้ทำสัญญาร่วมการงานกับเอกชนให้ใช้คลื่นความถี่ในการให้บริการ ในส่วนของกสท. ต่อมาเปลี่ยนเป็นบริษัทกสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมติคลื่นความถี่ 2 ช่วง คือ  850 เมกกะเฮิร์ต และ 1800 เมกะเฮิร์ต โดยกสท.ได้ทำสัญญาร่วมการงานกับบริษัทเอกชน อาทิ บริษัทดีแทค บริษัททรูคอปเปอเรชั่น ฯลฯ ต่อมาช่วงความถี่ 850 ซึ่งเป็นอะนาลอกเสื่อมความนิยมไป และต่อมาบริษัทกสท.ได้มอบให้บริษัททรูมูฟไปพัฒนาเครือข่าย 3 จี โดยกำหนดพื้นที่ให้บริการและอุปกรณ์ บริการครั้งนี้เป็นการทดสอบบริการที่ยังไม่ให้บริการเชิงพาณิชย์ ต่อมาบริษัททรูมูฟทำผิดเงื่อนไขโดยมีการให้บริการเชิงพาณิชย์ มีการขยายพื้นที่และติดตั้งอุปกรณ์โดยไม่ได้รับอนุญาต คณะกรรมการของบริษัทกสท จึงมีมติให้บริษัททรูมูฟ ยกเลิกบริการและถอนอุปกรณ์ออก รวมถึงให้ดำเนินคดีอาญาตามพ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ. 2498 แต่ปรากฎว่าบริษัททรูมูฟกลับไม่หยุดการให้บริการ โดยมีการโหมโฆษณาว่าเป็นผู้พัฒนาเครือข่าย 3 จี รายแรก และให้บริการทั่วประเทศ จึงอยากถามว่าเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาดูแล รมว.ไอซีทีได้ดำเนินคดีกับบริษัททรูมูฟอย่างไร

 นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จุดมุ่งหมายการพัฒนาเครือข่าย 3 จี คือการยกระดับโครงข่ายการสื่อสารของประเทศ ปัจจัยเรื่องเทคโนโลยีเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลมีนโยบายต้องการสร้างโอกาสให้กับประชาชน ด้วยการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และบริการสาธารณสุขให้กับประชาชนผ่านบริการบรอดแบนด์แห่งชาติ การทำ 3 จี ยังจะช่วยลดช่องว่างทางดิจิตอลของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ส่วนประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดให้ความคุ้มครองการประมูลใบอนุญาต 3 จีรัฐบาลรู้สึกตกใจเพราะต้องการสนับสนุนให้เกิด 3 จี ที่ผ่านมาก่อนการระงับการประมูลไม่มีใครสนใจบริษัทกสท.หรือบริษัททีโอที มีแต่มุ่งพัฒนาเครือข่าย 3 จีของตัวเอง บริษัทกสท.และบริษัททีโอทีจึงไม่ได้รับความสนใจ แต่พอการประมูลชะงักทุกคนจึงหันกลับมามองบริษัทกสทฯ และบริษัททีโอที

 นายจุติ กล่าวอีกว่า วันนี้ผู้ประกอบการทั้ง 5 ราย คือเอไอเอส ดีแทค ฮัทซ์ ทรูมูฟ กสท.และทีโอทีทุกคนอยากเป็นคนแรกที่ให้บริการ 3 จี เพื่อแย่งฐานลูกค้า ปัญหาการทำผิดกฎหมายของบริษัททรูมูฟ เมื่อสอบถามจากฝ่ายกฎหมายของบริษัทกสท ได้รับรายงานว่าเป็นการติดตั้งอุปกรณ์นอกเขตพื้นที่ที่อนุญาต โดยบริษัทกสท.ได้แจ้งไปยังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)และบริษัททรูมูฟแล้ว บริษัททรูได้ทำการถอดอุปกรณ์นอกเขตพื้นที่ออกแล้ว การดำเนิกนการจากนี้จึงอยู่ที่กทช.จะดำเนินการเอาผิดกับบริษัททรูอย่างไรต่อไป

 นายประเกียรติ กล่าวอีกว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรีในอดีตอนุมัติให้บริษัทกสท. ซื้อหุ้นของบริษัทฮัทชิสัน ซีเอทีไวส์เลสมัลติมีเดีย (ฮัทซ์) มูลค่า 7,500 ล้านบาท   ส่งผลให้บริษัทกสท. ซึ่งให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่แล้วใน 51 จังหวัด ได้พื้นที่ให้บริการของฮัทซ์ที่ได้รับอนุญาตให้บริการใน 25 จังหวัด ทำให้บริษัทกสท.สามารถให้บริการทั่วประเทศได้   ต่อมาในสมัยรัฐบาลนี้นายจุติกลับมีนโยบายว่าการซื้อหุ้นฮัทซ์ของบริษัทกสท.ไม่คุ้มค่า กลับให้ทรูมูฟทำสัญญาซื้อกิจการของฮัทซ์ในมูลค่าใกล้เคียงกัน เมื่อเทคโอเวอร์ฮัทซ์แล้วทรูมูฟได้ทำสัญญากับบริษัทกสท.จำนวน 4   ฉบับ ภายใต้พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) โดยไม่เปิดเผยสัญญาอ้างว่าเป็นความลับ จึงอยากทราบว่าการทำสัญญาระหว่างทรูมูฟกับบริษัทกสท. 4 สัญญา มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อทำให้ทรูมูฟได้คลื่นความที่ไปให้บริการ 3 จี โดยไม่ต้องประมูลใบอนุญาต 3 จี ใช่หรือไม่ ประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะได้รับจะขาดหายไป ในส่วนนี้รัฐบาลใช้กฎหมายอะไร และที่เคยมีการให้สัมภาษณ์ของรมว.ไอซีทีว่าไม่ได้รับทราบเรื่องนี้เป็นความจริงแค่ไหน

 นายจุติ กล่าวว่า กรณีครม.อนุมัติให้บริษัทกสท.ซื้อหุ้นบริษัทฮัทซ์ ในราคา 7,500 ล้านบาทนั้นเป็นความจริง โดยมีการอนุมัติตั้งแต่ปี 2552 โดยก่อนการอนุมัติมีการเตรียมการมาก่อนหน้านานมากก่อนการศึกษา ต่อมาตนมารับตำแหน่งในปี  2553 ที่ตนมีความเห็นว่าบริษัทกสท.ไม่ควรซื้อกิจการฮัทซ์ หรือหากจะซื้อควรซื้อในราคาถูก มีเหตุผล 2 ประเด็น คือสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง เนื่องจากระบบซีดีเอ็มเอของฮัทซ์ไม่มีอนาคต เพราะผู้ผลิตอุปกรณ์ซีดีเอ็มเอในโลกนี้เหลือแค่ร้อยละ 10 ส่วนใหญ่การพัฒนารเครือข่ายการสื่อสารจะเป็นระบบ 4 จี โดยใช้เทคโนโลยีเอสเอชพีเอ ในเชิงพาณิชย์จึงเป็นการโง่มากที่บริษัทกสท.จะไปซื้อหุ้นบริษัทที่ให้บริการซีดีเอ็มเอ แต่ควรเปลี่ยนไปลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีเอสเอชพีเอ   สำหรับการเซ็นลงนามในสัญญาขอยืนยันว่าไม่มีเงื่อนงำ ไม่ได้สลับซับซ้อน ตนได้รับรายงานจากประธานกรรมการและฝ่ายบริหารของบริษัทกสท.ว่า คลื่นความถี่ยังเป็นของบริษัทกสท ไม่ได้ให้ทรูมูฟไป และบริษัทกสท.เป็นผู้ให้บริการขายส่งอยู่ บริษัทกสท.ไม่ได้ให้สัมปทาน

 นอกจากนี้ยังมีความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาสนัลบสนุน และมีตามประกาศกทช.ชัดเจน การดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ หากบริษัทกสท.ลงทุนซื้อฮัทซ์ 7,500 ล้านบาท จะต้องลงทุนอีก 3,800 ล้านบาทในการเปลี่ยนเครือข่ายเป็นเอสเอชพีเอ โดยรวมทำให้รัฐบาลต้องลงทุนอีกอย่างน้อย 11,300 ล้านบาท แต่รัฐบาลได้ประหยัดเงินงบประมาณโดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนแทนที่จะต้องลงทุนเอง โดยการลงทุนโดยเอกชนจะทำให้รัฐได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มที่   ขอยืนยันว่าประโยชน์ที่บริษัทกสท.ได้รับจาการทำสัญญามีมากกว่าระบบสัมปทาน โดยจะทำให้รัฐนำเงินที่ต้องลงทุนไปพัฒนาบริการภาครัฐที่มีประโยชน์ด้านอื่นแทน

สมาคมเคเบิลทีวีเดินสายอีสานผนึกกำลังต้านทรูแย่งลูกค้า

 ที่โรงแรมพิมานการ์เด้น อ.เมือง จ.ขอนแก่น  นายเกษม อินทร์แก้ว นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย จัดประชุมผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีในพื้นที่ภาค 3 และภาค 4  ของภาคอีสาน โดยมีผู้ประกอบการมาร่วมประชุมกว่า 100 ราย โดยนายเกษม กล่าวว่า แผนการดำเนินการของสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ที่ผลักดันให้สมาชิกผู้ประกอบการสามารถยืนอยู่ได้ในภาวะที่การแข่งขันธุรกิจทีวีกำลังแข่งขันสูง โดยในช่วงปีที่ผ่านมานั้นทางสมาคมฯต่างกังวลในเรื่องของจานดาวเทียมทั้งจานแดงและจานดำอาจมีผลกระทบต่อเคเบิลทีวี  แต่ตอนนี้ปัญหาที่น่าหนักใจเป็นอย่างมากกลับเป็นการเดินแผนการตลาดของค่าย "true หรือ ทรู” ที่เหมาจ่ายค่าโทรศัพท์รายเดือน 399 สามารถติดตั้งจานและชมหนังฟรี 215 ช่องในชื่อว่า “ทรูไลฟ์” หลังจากเดินสายจานแดงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นจะเกิดการทับเส้นของเคเบิลทีวีในท้องถิ่นทันที  โดยตอนนี้ทราบมาว่าได้มีผู้ประกอบการเคเบิลทีวีในอีสาน 3-4 รายที่หันไปร่วมกับทางทรูแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมีความเห็นว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการทำลายผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นด้วยกัน  ดังนั้นทางสมาคมได้มีความเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวีในภาคอีสานจึงต้องปรับตัวมากขึ้นด้วยการหันมาสามัคคีกัน เพื่อแสดงพลังให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่ายแทนที่จะมาแข่งขันกันเองแล้วสุดท้ายคนที่จะนิ่งก็จะกลายเป็นเคเบิลท้องถิ่นเอง
 
       นายเกษม กล่าวต่อว่า   สิ่งที่ต้องปรับตามมาคือการเพิ่มช่องที่มีมาตรฐานจากจานดาวเทียมซึ่งตอนนี้มีอยู่ 80 ช่อง ในอนาคตจะต้องขยับเพิ่มขึ้นทำให้ได้ถึง 180 ช่อง  ถึงแม้จะไม่มากเท่าของ ”ทรู”ที่   215 ช่อง แต่จุดแข็งที่ทางเรามีคือ ช่อง CTH ที่คัดสรร รายการคุณภาพของเครือข่ายเคเบิลทีวีทั้งในและต่างประเทศ มาออกอากาศทางเคเบิลทีวีถึง 26 ช่องชั้นนำ เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศที่รวมตัวกันสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจเคเบิลทีวีไทย ด้วยการสร้าง Platform ช่องรายการคุณภาพลิขสิทธิ์เฉพาะ CTH ภายใต้ชื่อ CTH Selected Package และส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมให้ลูกค้าสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อนำไปให้บริการแก่สมาชิกผ่านสายเคเบิลต่อไป และผู้ประกอบการเคเบิลสามารถขยายเขตการให้บริการให้มีฐานสมาชิกเพิ่มมากขึ้นได้ โดยง่ายซึ่งผู้ที่อยู่ในเครือข่ายเคเบิลเท่านั้นที่จะสามารถเปิดดูได้

 “นอกจากนี้เคเบิลทีวีบนอินเตอร์เน็ตนั้นก็มีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบันนี้ เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทางเรา  จึงได้วางแผนไว้ว่าเมื่อจ่ายค่าเคเบิลรายเดือน ๆละ  300 บาท สามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ 1 เม็ก แต่ถ้าหากต้องการเพิ่มความเร็วมากขึ้นอีกก็จ่ายเพิ่ม 50 บาท ต่อ1 เม็ก ซึ่งถ้าผู้เล่นต้องการ 10 เม็ก ก็จ่ายเพียง 700 กว่าบาท แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในส่วนของเคเบิ้ลรายใหญ่เท่านั้นถ้าหากไม่มีความร่วมมือของทุกฝ่าย ดังนั้นความร่วมมือจากเคเบิลทั้งหมดจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต่อไปได้”นายเกษม กล่าว  
  
 ด้านนายสุรัตน์ พิพัฒน์ไชยศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอนแก่นเคเบิล เน็ตเวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นเคเบิลทีวีรายใหญ่ในจ.ขอนแก่น กล่าวว่า ในส่วนของเคทีวี ไม่ได้ห่วงเรื่องการแย่งลูกค้า เพราะแม้ทรูจะเข้ามาในพื้นที่และพ่วงทั้งเรื่องโทรศัพท์ เคเบิลทีวี และ อินเตอร์เน็ต แต่ถ้าหากอยากจะดูทีวีให้ครบทุกช่องเหมือนของเราก็จะต้องจ่ายแพงขึ้น ซึ่งหากราคาของทรูที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ทางผู้ประกอบการเคเบิลทีวีไม่ได้ห่วง แต่ถ้าหากทรูลดราคาต่ำลงมาเหลือ 250 บาท ตรงนี้น่าห่วงกว่า

 "ตอนนี้เคเบิลทั่วไป จ่ายรายเดือน 300-350 บาท จะสามารถดูได้ประมาณ 80-90 ช่อง แต่กรณีของทรูถ้าหากอยากจะดูได้เท่าเรา และมีฟุตบอลเข้าไปด้วย จะต้องจ่ายประมารณ 1,600 -1,700 บาท ถ้าหากจ่ายเดือนละ 400 - 500 บาท ก็จะดูได้ไม่กี่ช่องเท่านั้น โดยล่าสุดทางเคทีวีเองได้ร่วมกับ แคทเทเลคอม ในการเปิดสายให้ สมาชิกของเคทีวีที่ใช้อินเตอร์เน็ตสามารถดูรายการ หรือ ดูช่อง เคทีวี ผ่านอินเตอร์เน็ตได้แล้ว โดยเป็นการร่วมมือกัน เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์มากที่สุด โดยหากแคทขยายเครือข่ายไปถึงไหน ลูกค้าเคทีวีก็สามารถดูช่องรายการผ่านอินเตอร์เน็ตได้มากเท่านั้น"นายสุรัตน์ บอก