ไลฟ์สไตล์

สหรัฐส่อยืดเก็บภาษีนำเข้ากุ้งไทยผู้ส่งออกไม่หวั่นแข่งได้-วอนเลิกวางเงินค้ำล่วงหน้า

สหรัฐส่อยืดเก็บภาษีนำเข้ากุ้งไทยผู้ส่งออกไม่หวั่นแข่งได้-วอนเลิกวางเงินค้ำล่วงหน้า

03 ก.พ. 2554

นักการเมืองสหรัฐเรียกร้องกรรมาธิการการค้าฯ ขยายเวลาจัดเก็บภาษีนำเข้ากุ้งไปอีก 5 ปี ชี้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและแรงงานท้องถิ่น ด้านผู้ส่งออกไทยไม่หวั่น มั่นใจแข่งขันได้ เสียภาษีเพียง 1% ไม่สูงเกินไป กระทุ้งเลิกวางเงินค้ำล่วงหน้า 10%

 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สมาชิกสภาคองเกรส จากรัฐตามชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ เรียกร้องให้ขยายเวลาจัดเก็บภาษีกุ้งนำเข้าจากไทย และประเทศอื่นๆ ไปจนถึงปี 2559 ซึ่งคณะกรรมาธิการมีกำหนดจะลงมติกลางเดือนมีนาคมนี้ เพื่อพิจารณาว่าจะขยายการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวต่อไปหรือไม่

 นางแมรี แลนดริว วุฒิสมาชิก พรรคเดโมแครต จากรัฐลุยเซียนา สหรัฐ ระบุว่า การยกเลิกมาตรการจัดเก็บภาษีกุ้งนำเข้าดังกล่าว จะสร้างความเสียหายอย่างถาวรต่ออุตสาหกรรมกุ้งสหรัฐ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อแรงงานท้องถิ่น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกุ้งสหรัฐ เจอปัจจัยทับถมจนตกอยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย ทั้งจากภัยพิบัติอย่างรุนแรงจากพายุเฮอริเคน และภาวะเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย รวมทั้งสถานการณ์น้ำมันรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโก

 ด้านนางเอลิซาเบธ เดรค ทนายความของกลุ่มผู้ผลิตกุ้งสหรัฐ กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าว ช่วยชะลอปริมาณการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ และเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งช่วยส่งเสริมให้ทั้งชาวประมง และผู้แปรรูปอาหารของสหรัฐ มีการลงทุนในด้านอุปกรณ์

 ทั้งนี้ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว สหรัฐกำหนดเก็บภาษีนำเข้ากุ้งจากไทย บราซิล เวียดนาม จีน และอินเดีย ขณะที่ประเทศไทยนับว่าเป็นผู้ส่งออกกุ้งมายังสหรัฐรายใหญ่สุด โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปีที่แล้ว มีปริมาณการส่งออกกุ้งมายังสหรัฐจำนวน 180 ล้านกิโลกรัม แม้จะโดนมาตรการภาษีลงโทษดังกล่าวก็ตาม

 นายผณิชศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การทบทวนเพื่อต่อเอดีกุ้งของสหรัฐเป็นไปตามวาระปกติ ที่มีการพิจารณาทุก 5 ปี ซึ่งภาษีที่จัดเก็บกับกุ้งของไทยขณะนี้มีอัตราเพียง 1% ถือว่าไม่สูงเกินไปและไทยยังสามารถแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายอื่นได้ และไทยยังมีตลาดใหม่ที่มีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทุกปี จึงถือว่าภาษีเอดีจึงไม่ใช่อุปสรรคสำคัญและไม่ได้คาดหวังให้สหรัฐเลิกภาษีดังกล่าวในอีก 5 ปีข้างหน้า

 อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องที่สำคัญของเอกชนไทย คือ ขอให้สหรัฐยกเลิกการวางเงินค้ำประกันล่วงหน้า 10% ของมูลค่าการส่งออกและการวางเงินมัดจำป้องกันการหนี 100% ซึ่งในส่วนนี้เฉพาะผู้ส่งออก 5 อันดับแรกของไทย ต้องวางเงินดังกล่าวไว้ โดยไม่มีการเคลื่อนไหวในบัญชีมากถึง 500 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้การขอเครดิตเพิ่มขึ้นมีปัญหา เนื่องจากธนาคารเห็นว่าเป็นวงเงินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อื่นใด