
สงบเย็น
ในธรรมชาติที่แท้จริง แม้บางคราวจะไม่งดงาม หรือสมบูรณ์พร้อม แต่มักมีความ ลงตัว ชนิดหนึ่งอยู่เสมอ ด้วยความพอเหมาะพอควร ความธรรมดา สามัญ และบรรสานสอดคล้อง อันยากที่ผู้ใดจะสร้างสรรค์บันดาลขึ้นมาได้
ในป่าดงพงไพร ซึ่งมีนานาชนิด ทั้งดิบชื้น เบญจพรรณ ป่าฝน ป่าโปร่ง ฯลฯ บ้างก็รกเรื้อ บ้างก็โปร่งโล่ง บางแห่งชุ่มน้ำ ขณะที่บางพื้นที่ก็ร้อนแล้ง
ไม่นับทะเลทรายที่แห้งผากอยู่เป็นนิตย์ หรือดินแดนแห่งหิมะน้ำแข็งชั่วนาตาปี แถบขั้วโลกอันหนาวเหน็บ และวันเวลา ฤดูกาล แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของโลก เช่น นานหลายเดือนของปีที่หม่นมืด แทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายเหล่านั้นก็ยังมีความพอเหมาะพอดีบางชนิด ที่ช่วยให้สรรพสิ่งดังกล่าวนี้ดำรงอยู่อย่าง ‘สงบสุข’ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง แห่งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลาย แห่งอนิจตลักษณะตามกฎพระไตรลักษณ์
ศาสดาหลายท่าน เฝ้ามองปรากฎการณ์เหล่านี้อย่างเพ่งพินิจ ตรึกตรอง และสรุปความด้วยปัญญาญาณอันยิ่ง ด้วยดวงจิตอันลึกซึ้ง ละเอียดอ่อน และประณีต ออกมาเป็นถ้อยคำแห่งสัจจะ หรือความจริงแท้ ประหนึ่งเสียงสะท้อนจากมารดาธรรมชาติ ผ่านริมฝีปาก น้ำเสียง ถ้อยคำ ผ่านสัญลักษณ์ในภาษามนุษย์ ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นคัมภีร์ และพิธีกรรมบำบวงโดยสาวกในภายหลัง
หนทางแห่งการภาวนาเช่นนั้น เคยมีอยู่ และได้รับการยกย่องยอมรับว่าสูงค่า ก่อนที่จะเลือนหายไปจากวิถีชีวิต บนความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
น่าเสียดายที่วันเวลาพรากมนุษย์จำนวนไม่น้อย ออกห่างจากธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ธรรมชาติด้านใน’ ของตน ซึ่งแต่เดิมแนบชิด กับ ‘ธรรมชาติภายนอก’ ทั้งโดยสัญชาตญาณที่มีมาแต่กำเนิด และกระบวนการเรียนรู้ อันเนื่องอยู่ด้วยวิถีชีวิต ตลอดจนวิถีแห่งจิตวิญญาณดั้งเดิม
วิวัฒนาการจอมปลอม และความเปลี่ยนแปลงนั้น เบี่ยงเบนผู้คนจนหลงลืมรากเหง้า และตัดรอนตนเองออกจากครรโภทรเดิมแท้ ราวทารกที่จำต้องคลอดก่อนกำหนดอย่างปฏิเสธมิได้ และพิกลพิการไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ร่องรอยความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ในทางจิตวิญญาณในบัดนี้ แม้ว่าจะขาดหายไปเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง ในบันทึกทางศาสนา อรรถกถา และพระคัมภีร์ ทั้งเก่าและใหม่
เช่นเดียวกับข้อมูลทางชีววิทยา ที่ยังระบุว่า โดยกายภาพแห่งสรีระ มนุษย์ยังเป็นผลิตผลจากกระบวนการของธรรมชาติ แม้ปัจจุบันพวกเขาและเธอเหล่านั้นส่วนใหญ่จะอยู่รอดด้วยเทคโนโลยี และเทคนิควิธีนานาประการ ซึ่งบรรพบุรุษ ตลอดจนคนร่วมยุคผลิตขึ้น (และพัฒนาสืบต่อกันมา) เป็นด้านหลักก็ตาม
และอาจเป็นเพราะกระบวนการทางเทคนิควิธีวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมทางสังคม อันซับซ้อนและสับสนนี่เองกระมัง ที่แทรกแซงและทำลาย ‘ความพอเหมาะพอควร’ หรือ ‘ความลงตัว’ ตามธรรมชาติ อันเป็นที่มาของความ ‘สงบเย็น’ ซึ่งเคยเป็นความปรารถนาสามัญ ที่มนุษย์ทุกรูปทุกนามประสงค์ ไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อม ซึ่งพวกเขา (และเธอ) มักสัมผัสได้เสมอ เมื่อเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แท้จริง นอกเหนือไปจากผลผลิต หรือประดิษฐกรรมที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้น อันเป็นบ่อเกิดของความตื่นตาตื่นใจ ของความตื่นเต้น และบรรดาความสุขชั่ววูบ ที่พวกเขา (และเธอ) คุ้นชิน ในสังคมแห่งวัตถุร่วมสมัย
"ภาวนาวิถี" นั้นยังมีอยู่ และยังทอดยาวไปใน ‘ความสงบเย็น’ ทั้งบัดนี้และเบื้องหน้า ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ผู้ค้นพบจะได้สัมผัส ผู้ก้าวเดินย่อมใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกที ขณะที่ผู้ลังเลสงสัย ยังหมกมุ่นอยู่กับที่
และ ผู้ปฏิเสธ เสมือนถอยร่นไปข้างหลัง อีกทั้งจ่อมจมอยู่ในความเร่าร้อน ตลอดเวลา
"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"



