ไลฟ์สไตล์

เปิด...ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองฯฉบับใหม่!รับเงินยุติฟ้องอาญา แพ่ง ปกครอง

เปิด...ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองฯฉบับใหม่!รับเงินยุติฟ้องอาญา แพ่ง ปกครอง

01 ก.พ. 2554

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวอย่างหนักของกลุ่มแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขที่คัดค้าน ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ด้วยการยืนยันต้องถอนร่างพ.ร.บ.ออกมาทำประชาพิจารณ์ก่อนนำเข้าสภา เกิดกระแสใหม่ ผุดร่างพ.ร.บ.อีกฉบับที่เป็นการนำร่างฉบับสภา

 รัฐบาลและแพทย์ มาผนวกรวมเข้าด้วยกันเหมือนยำ 3 กรอบ ใช้ชื่อ ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริม สนับสนุนและช่วยเหลือจากรัฐในการคุ้มครองผู้รับบริการและผู้ให้บริการทางสาธารณสุข พ.ศ.... เตรียมทำประชาพิจารณ์และนำเข้าสู่สภา รวมกับอีก 7 ร่างที่จ่ออยู่ในสภาแล้ว

 เนื้อหาสาระของร่างใหม่มีส่วนที่ปรับปรุงและแตกต่างจากร่างฉบับรัฐบาลเดิมมาก โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นประเด็นการคัดค้าน ทั้งประเด็นบุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง, การวินิจฉัยมาตรฐานวิชาชีพ, คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข ที่มาเงินกองทุน ยิ่งกว่านั้น คือ การหมดสิทธิ์ฟ้องหากรับเงินแล้ว เริ่มจาก มาตรา 3 ผู้เสียหาย หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการรับหรือการให้บริการสาธารณสุขจากสถานพยาบาล จากเดิมมุ่งคุ้มครองเฉพาะผู้รับบริการเท่านั้น

 หมวด 1 มาตรา 5 ภายใต้ภาวะเร่งด่วนที่เป็นไปเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยหรือทารกในครรภ์ให้พ้นจากอันตรายต่อชีวิตหรือความพิการใดๆ หากการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ ต่อสุขภาพกายหรือใจของผู้ป่วย ผู้ประกอบวิชาชีพย่อมได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องรับผิดทางอาญาและทางแพ่ง เว้นแต่เป็นการกระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

 ภาวะเร่งด่วน คือ เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย ช่วยชีวิตทารกในครรภ์ ช่วยให้ผู้ป่วยพ้นหรือบรรเทาจากสภาวะทุพพลภาพหรือความล้มเหลว ความพิการ และความทุกข์ทรมานหรือความเจ็บปวดทางร่างกาย และประกาศเพิ่มได้อีก ซึ่งฉบับเก่าไม่มีการกำหนดในส่วนของการคุ้มครองผู้ให้บริการไว้แต่อย่างใด

 ส่วนการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข หมวด 3 มาตรา 9-10 มีการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นเดิม ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุนตามพ.ร.บ. โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด แต่มิให้ใช้บังคับในกรณีเดิมเช่นกัน คือ ความเสียหายตามปกติธรรมของโรค หลีกเลี่ยงมิได้ และไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ โดยตัดส่วนที่กำหนดว่ามาตรฐานวิชาชีพออกไป

 หมวด 4 มาตรา 11 ในส่วนของคณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข เพิ่มเติมให้มี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนประกอบวิชาชีพจำนวน 4 คน และผู้แทนสถานพยาบาลจำนวน 2 คน ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพจำนวน 6 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสาธารณสุขและด้านสังคมศาสตร์ ด้านละ 3 คน รวมเป็น 27 คน จากเดิม 18 คน
 มาตรา 16 คณะอนุกรรมการประเมินเงินชดเชย นอกจากจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนิติศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละ 1 คนแล้ว ให้เพิ่มผู้แทนสถานพยาบาลและผู้แทนผู้รับบริการสาธารณสุข อีกฝ่ายละ 1 คน มาตรา 23 ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นสำนักงานเลขานุการ หมวด 5 มาตรา 24 เรื่องวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข เพิ่มเติม การจ่ายเพื่อสนับสนุนหรือช่วยเหลือหรือคุ้มครองผู้ให้บริการ

 มาตรา 26(2) เรื่อง องค์ประกอบกองทุน เพิ่มที่มาของเงินกองทุนอีก 1 ส่วน คือ เงินที่ได้จากหน่วยงานของรัฐ หรือกองทุนอื่นที่มีวัตถุประสงค์หรือเกี่ยวข้องกับการจัดบริการด้านสาธารณสุขหรือการแพทย์ โดยพิจารณาตามอัตราส่วนของการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของสถาบันกับการลดภาระการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐหรือกองทุน มาตรา 27 ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเก็บรักษาเงินและทรัพย์สินของกองทุนและดำเนินการเบิกจ่ายเงินกองทุน

 สำคัญที่สุดอยู่ตรง มาตรา 37 ให้ผู้ให้บริการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายมอบอำนาจให้กองทุนจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหาย กรณีที่มีการตกลงยินยอมรับเงินชดเชย ให้สิทธิในการฟ้องคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง เป็นอันระงับไป

 และมาตรา 38 ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพยุติการดำเนินการตามพ.ร.บ.นี้ และผู้เสียหายหรือทายาทไม่มีสิทธิ์ที่จะยื่นคำขอตามพ.ร.บ.นี้อีก ในกรณีนี้ให้ศาลมีคำสั่งเรียกกองทุนเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี

 บทเฉพาะกาล มาตรา 51 ในระหว่างที่ยังไม่มีกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 18 คน เพิ่มผู้แทนวิชาชีพสาธารณสุขจำนวน 4 คน ผู้แทนสถานพยาบาลจำนวน 2 คน ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านสังคมศาสตร์ จากเดิมที่มีเพียง ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน จำนวน 6 คน และผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ สื่อสารมวลชน และการเจรจาไกล่เกลี่ยสาธารณสุข มาตรา 52 ให้สถานพยาบาลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ.ร.บ.ใช้บังคับ และมาตรา 53 ให้ผู้เสียหายจากการรับและให้บริการในสถานพยาบาลมีสิทธิ์ยื่นคำขอรับเงินเมื่อสถานพยาบาลนั้นๆ จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน

 แรงกดดันหนักสุด ณ ขณะนี้ ตกอยู่ที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือ วิปรัฐบาล ผู้ต้องชี้ชะตาว่าจะหยิบยกร่างพ.ร.บ.ขึ้นมาพิจารณาในสภาเมื่อไหร่ แต่จนถึงวันนี้ วิป ยังย้ำคำเดิม “กระทรวงสาธารณสุขต้องไปทำประชาพิจารณ์ก่อนสภาจะพิจารณา” ส่วนจุดยืน “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ชัดเจนเช่นกัน ถามที่ไรได้คำตอบแทบจะเหมือนกันทุกครั้ง “เป็นหน้าที่วิปที่จะพิจารณาว่าจะเอาร่างพ.ร.บ.นี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาเมื่อไหร่”

 แต่สิ่งที่ สธ.ควรจะทำในขณะนี้ คือ การประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองฯ เพื่อยุติความขัดแย้งและเห็นต่างของทุกฝ่าย ก่อนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 ที่บุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศนัดแต่งดำชุมนุมประท้วง !!!

ร่างพ.ร.บ. 7 ฉบับที่อยู่ในสภา
1.ฉบับรัฐบาล
2.ฉบับนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 
3. ฉบับ นพ.บรรพต ต้นธีรวงศ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
4.ฉบับนางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย
5.ฉบับนายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.พรรคเพื่อไทย
6.ฉบับ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง 
7.ฉบับ นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ
อนึ่ง ฉบับ นพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนธ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขอถอนออกไป 


 0 พวงชมพู  ประเสริฐ0 รายงาน