ไลฟ์สไตล์

เรื่องเล่าจากเมืองสะเดา

เรื่องเล่าจากเมืองสะเดา

01 ก.พ. 2554

ต่อเนื่องจากเมื่อฉบับที่แล้ว ในช่วงที่ผมอยู่ที่ ด่านนอก พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย รวมถึงเรื่องราวที่เคยได้รู้มาแต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่านั่นก็คือ การดื่มเยี่ยวรักษาโรค ซึ่งเรื่องนี้ผมเองและท่านผู้อ่านบางท่านก็อาจจะเคยทราบมาบ้าง ซึ่งบางท่าน

  บางท่านก็ว่ามีมาตั่งแต่สมัย ฮินดูนิกาย แทนทริค ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ชื่อว่า อมาโรลี รวมถึงเคยมีหนังสือวางตามแผงขายในบ้านเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเองก็เคยหยิบดูแต่ยังก็ยังไม่ได้ซื้อมาอ่าน แต่เหตุที่ไม่น่าเชื่อก็ คือโดยทำธรรมชาติปัสสาวะของคนเรามันก็ คือสิ่งที่ร่างกายของเราขับออกมาเป็นของเสียและที่สำคัญก็คือความรู้สึกของตัวเราเองมันจะบอกว่าไม่ควรดื่มและไม่กล้าที่จะดื่ม ซ้ำมีเพื่อนบางคนของผมบอกว่า ถ้ามันกินเยี่ยวได้ อีกหน่อยมันก็คงกินขี้ได้เหมือนกันแหละ ทั้งหมดนี้จึงทำให้ผมเกิดอาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งถ้า

 ที่ร้านข้าวต้มในคืนก่อนแสดงก็คือคืนวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา คุณจอม อดีตมือเบสของวงผมหลังจากจบจากมหาวิทยาลัยมหิดล ก็กลับไปทำงานที่บ้านเกิด คือเทศบาลเมืองสะเดา ซึ่งการแสดงของผมในครั้งนี้เทศบาลเมืองสะเดาเป็นผู้จัดขึ้นดังนั้นคุณจอมจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้เลี้ยงดู รวมถึงเป็นไกด์พาเที่ยวหลังจากทุกคน เริ่มที่จะอิ่มหนำสำราญ จู่ๆ คุณจอมก็พูดโพล่งขึ้นมากับผมว่า พี่ผมกินเยี่ยว ทุกคนที่อยู่บนโต๊ะต่างก็ทำหน้างงๆ กันทุกคน ยกเว้นตัวผมเอง ที่พอจะรู้เรื่องนี้มาบ้าง ก็ได้แต่นั่งอมยิ้มและได้แต่คิดในใจว่า เอาล่ะวันนี้ได้เจอตัวกินเยี่ยวของจริงแล้ว ซึ่งคุณจอมก็เล่าต่อไปว่า ตอนที่เขาบวชเมื่อปีที่แล้วในขณะที่ยังเป็นพระ เกิดอาการปวดท้องเหมือนมีคนมาบิดไส้ พอไปเข้าห้องน้ำปรากฏว่า อุจจาระมีเลือดออกมา และในขณะนั้นถ้าเป็นเวลาดึกจะไปหาหมอก็ลำบาก

 พอดีมีพระรูปหนึ่งส่งหนังสือการดื่มเยี่ยวรักษาโรคมาให้อ่าน เขาก็เลยตัดสินใจดื่มเยี่ยวตัวเองในทันที เพราะเนื่องจากไม่มีทางเลือก และจากนั้นอาการของเขางก็ทุเลาขึ้นตามลำดับ หลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็เลยดื่มปัสสวะตัวเองทุกเช้าวันละหนึ่งแก้ว และยังบอกต่ออีกว่าตอนนี้ร่างการเขาแข็งแรงมากสดชื่นไม่เคยเจ็บป่วย แม้กระทั่งเป็นหวัด

 ผมก็เลยถามด้วยความสงสัยว่า ในขณะที่ดื่มมันเหม็นหรือเปล่าแล้วรสชาติมันเค็มมากไหม เขาก็บอกผมว่ามันอยู่ที่มื้อเย็นถ้าเรากินของคาวๆ จำพวก เนื้อสัตว์ มันก็จะมีกลิ่นเหม็นและเค็ม แต่ถ้ากินข้าวกับพวกผักมันก็จะไม่มีรสชาติหรือกลิ่นเหม็นแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่กินข้าวเย็นแล้ว ปัสสวะของเราจะมีรสจืดสนิทไม่มีกลิ่นและเหมือนกับกินน้ำเปล่า แถมยังบอกอีกว่า เคยปวดฟันอมแล้วก็หายเป็นปลิดทิ้ง เป็นตาแดงเอาใส่มือมาป้ายที่ตา ตกเย็นก็หายทันที

 พูดเสร็จแล้วคุณจอมก็ชักชวนพวกผมให้ปฏิบัติภารกิจการดื่มเยี่ยวทุกๆ เช้าเหมือนกับตัวเขา ซึ่งในขณะนั้นผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่สำหรับตัวผมคิดว่าตอนนี้ผมเชื่อเรื่องนี้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ แต่คิดไปคิดมามันก็ยังไม่กล้าพอที่จะกินเยี่ยวตัวเองอยู่ดี เอาไว้ให้ถึงคราวจำเป็นจริงๆ แล้วค่อยทำดีกว่า ตอนนี้ขอดื่มชาอู่หลงตอนเช้าๆ เหมือนเดิมไปก่อนก็แล้วกัน

 ช่วงตอนสายของวันรุ่งขึ้นหลังจากอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วผมและทุกคนก็นั่งรถตู้เบนซ์คันเดิมมุ่งหน้าไปยังที่ศาลาประชาคมในเมืองสะเดา ซึ่งเป็นสถานที่แสดงในวันนี้ ซึ่งงานนี้ความจริงแล้วเป็นงานของเทศบาลเมืองสะเดา ซึ่ง คุณอนันต์ พฤกษานุศักดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองสะเดาได้จัดขึ้นให้ผู้สูงวัยเป็นประจำทุกเดือน โดยใช้ชื่อว่า กิจกรรมดูแลสุขภาพผู้สูงวัย ซึ่งภายในงานภาคเช้าก็จะมีสมาชิกที่เป็นผู้สูงวัยในอำเภอสะเดามากกว่า 300 คน มาร่วมทำกิจกรรมต่างๆ มีทั้งการอบรมให้ความรู้  ตรวจสุขภาพ มอบของขวัญให้ผู้ที่ครบรอบวันเกิดในเดือนมกราคมทุกคน พอภาคบ่ายก็จะมีการแสดงดนตรีร่วมสมัยของวงผม ซึ่งท่านนายกอนันต์ พฤกษานุศักดิ์ ลงทุนควักกระเป๋าตัวเองออกค่าใช้จ่ายในส่วนการแสดงของผมทั้งหมด เพื่อจัดเป็นครั้งพิเศษต้อนรับศักราชใหม่ให้ผู้สูงวัยทุกท่าน ซึ่งจะว่ากันจริงแล้วเป็นโครงการที่ดีมาก และในปัจจุบันบ้านเราก็คงจะหาคนอย่างท่านนายกอนันต์ พฤกษานุศักดิ์ ได้ยากเหมือนกัน

 สำหรับการแสดงของพวกผมก็ไม่สร้างความผิดหวังให้แก่ท่านนายกเทศมนตรี ผู้สูงวัยทุกท่านในวันนั้นจะร้องเพลงเคล้าคลอไปกับวงเกือบทุกเพลง ด้วยสีหน้าที่มีความความสุข พวกผมเองก็มีความสุขจากดอกกุหลาบ ที่ผู้สูงวัยที่นั่นมอบให้ผมและน้องๆ รวมกันไม่ต่ำกว่า 300 ดอก เรียกว่างานนี้จบลงด้วยความสุขของทุกๆ ฝ่าย ก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกเทศมนตรีอนันต์ พฤกษานุศักดิ์ และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านเอาไว้ตรงนี้ด้วย สำหรับฉบับนี้ก็ต้องขอจบลงตรงนี้ เพราะหมดเนื้อที่อีกแล้ว ไปล่ะครับ......สวัสดีครับ

"ขุนอิน"