
หนองปลาไหลหมุดหมายของนักล่าจากฟากฟ้า
เป็นธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชาน ต้องต้อนรับ ประโยคที่คนไทยเราไม่ได้ยิน ไม่ได้ใช้กันมาช้านาน จะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ แต่ที่ผมนึกถึงประโยคนี้ เพราะตั้งใจที่จะไปต้อนรับอาคันตุกะ
ที่มาจากอีกมุมหนึ่งของโลกและแวะมาเยือนประเทศของเราเป็นประจำ ที่ จ.เพชรบุรี พวกเขาเป็นนักล่าจากฟากฟ้า ที่เรียกว่า “นกนักล่า” ในงาน “เทศกาลดูนกอินทรี ของดีเมืองเพชร” ที่บ้านหนองปลาไหล อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม
อันที่จริงงานนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แต่ปรากฏการณ์แห่งธรรมชาตินี้ กลับมีผู้ที่รู้ข่าว และผู้ที่สนใจเพียง ประชาชนที่เป็นนักอนุรักษณ์กลุ่มหนึ่ง ที่ชื่นชมการดูนกและถ่ายภาพนกเท่านั้น ส่วนประชาชนทั่วไป ไม่ค่อยได้รับข้อมูลข่าวสารนี้นัก บอกได้คำเดียวว่า เสียดาย
ในช่วงเดือนต้นปีจะเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาจะเกี่ยวข้าว ทำให้ผืนนาเปิดเป็นพื้นที่โล่งกว้าง และหนูนาก็จะออกเก็บข้าวกิน งูก็ออกจับหนู เวลานี้เองเป็นช่วงฤดูหนาวทางซีกโลกเหนือ เหล่านกนักล่าทั้งหลายอพยพเดินทางลงใต้เพื่อหนีหนาว และเมื่อผ่านมาพบกับแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ก็เกิดปรากฏการณ์การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและนก โดยไม่เบียดเบียนกันและกัน ทำให้นกอินทรีและเหยี่ยวนักล่าทั้งหลาย พร้อมใจกันเลือกที่พักอาศัย เพื่อหาอาหาร ณ บริเวณทุ่งนาบ้านหนองปลาไหล
ผมใช้เวลาช่วงเช้าตรู่ขับรถไปเรื่อยๆ ประมาณชั่วโมงเศษจากกรุงเทพฯ มาถึงที่หนองปลาไหล ในช่วงก่อนอาทิตย์ขึ้น มีโอกาสสัมผัสอากาศที่แสนสบายยามเช้า ในบรรยากาศที่ต้นตาลสัญลักษณ์ของเมืองเพชร ยังแอบซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกขาวบริสุทธิ์ จนอดไม่ได้ที่จะสูดอากาศให้เต็มปอดโดยปริยาย ก่อนที่แสงแรกแห่งวัน จะได้ทำหน้าที่เปิดม่านหมอกให้จางลง เพื่อเริ่มกิจกรรมที่ผมเรียกว่า "การชมมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ"
ผมไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะนกอินทรีและเหยี่ยวชนิดต่างๆ นั้น หาดูได้ไม่ง่ายนัก แต่คราวนี้ผมสามารถเห็นเหล่านักล่า ได้อย่างไม่ยากเย็นในระยะใกล้ ได้เห็นพฤติกรรมที่แตกต่างจากปักษาพันธุ์อื่น ยิ่งถ้ามีอุปกรณ์เสริม อย่างเช่นกล้องส่องทางไกลด้วยแล้ว ความแจ่มชัด ของสีสันและรูปลักษณ์ต่างๆ จะปรากฏตรงหน้า ให้ได้ยลอย่างน่าตื่นเต้นประทับใจ แต่หากเป็นนักถ่ายภาพก็จะเตรียมเลนส์คุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะจัดหามาได้ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด ไว้เป็นที่ระลึกและศึกษาหาความรู้
ภาพการกางปีกเหินออกจากยอดไม้ และไต่ระดับสูงขึ้นเพื่อรับลมร้อนใต้ปีก เพื่อการพยุงตัวให้อยู่บนอากาศได้นาน โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก เป็นเอกลัษณ์เฉพาะของนกอินทรี ที่มีตาแหลมคม สามารถมองเห็นเหยื่อได้ในระยะไกล แต่การลอยตัวอยู่สูงๆ ก็เป็นการป้องกันความปลอดภัยให้ตัวของมันเองเช่นกัน
นอกหนือจากการได้ชมนกอินทรีแล้ว ผมยังได้พบนกชนิดอื่นอีกมากมายรวมทั้งเหยี่ยวดำ เหยี่ยวขาว และเหยี่ยวแดงอีกด้วย และปีนี้นับเป็นปีที่น่าตื่นเต้นเร้าใจอย่างยิ่ง เนื่องจากมีผู้พบและถ่ายภาพ อีแร้งดำหิมาลัย (Cinereous Vulture) และ อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (Himalayan Griffon Vulture) ซึ่งเป็นนกที่หาดูได้ยากมากที่สุดชนิดหนึ่ง จึงนับว่าเทศกาลดูนกอินทรีปีนี้ เป็นที่ถูกอกถูกใจ นักดูนกและถ่ายภาพนกยิ่งนัก
อย่างไรก็ดี การประชาสัมพันธ์เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารยังคงต้องปรับปรุงในเชิงสร้างสรรค์ต่อไป เพื่อสร้างความเข้าใจว่า การไปชมเหตุการณ์เช่นนี้มิใช่เพียงแค่การไปยืนแหงนคอมองฟ้าเพื่อให้เห็นนกผ่านสายตาไปเท่านั้น แต่เพื่อให้เราได้รู้ถึงวิถีของสิ่งมีชีวิตอื่น ที่เกี่ยวข้องกันกับวิถีชีวิตของมนุษย์เราอย่างไร นั่นจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐมิควรที่จะปล่อยให้บรรยากาศแห่งห้องเรียนธรรมชาติที่สำคัญอย่างนี้ผ่านไปแบบปีแล้วปีเล่าโดยไม่ได้หยิบฉวยโอกาสที่ธรรมชาติมอบรางวัลมาให้ เพื่อนำมาส่งเสริม สนับสนุนอย่างถูกที่ ถูกทาง และถูกเวลา มากกว่าพิธีรีตองที่ต้องรอระบบราชการที่เห็นความสำคัญเพียงให้ผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตมารอตัดริบบิ้นเปิดงานเท่านั้น เพราะธรรมชาติย่อมดำเนินไปโดยไม่รอพิธีการมากมายดังกล่าว
อีกทั้งการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในฐานะเจ้าของพื้นที่และประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่ให้คงสภาพที่เป็นแหล่งทำกินอย่างอุดมสมบูรณ์ เพื่อรับผู้มาเยือนจากฟากฟ้า และเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ในการป้องกันผู้ที่ลักลอบจับนกนักล่า ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะนกเหล่านี้ คือต้นทุนทางธรรมชาติที่สำคัญที่สุดที่ควรช่วยกันรักษาไว้
ที่สำคัญการสร้างจิตสำนึกสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและชื่นชอบการดูนก ควรที่จะปฏิบัติด้วยวิธีที่ถูกต้องในการดูนก และถ่ายภาพนก โดยยึดหลักว่า ความปลอดภัยของนก และการรักษาธรรมชาติต้องมาก่อน และที่สำคัญต้องไม่ละเมิดสิทธิของนกด้วย
หากทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว เทศกาลดูนกอินทรี ก็จะมีต่อไปให้ได้ชื่นชมกันอีกนานเท่านาน



