ไลฟ์สไตล์

สพฐ.รับโอเน็ตเด็กไทยต่ำไม่คุ้นข้อสอบคิดวิเคราะห์

สพฐ.รับโอเน็ตเด็กไทยต่ำไม่คุ้นข้อสอบคิดวิเคราะห์

08 เม.ย. 2552

เลขาธิการ สพฐ.รับผลสอบโอเน็ตเด็กไทยต่ำ เพราะไม่ตั้งใจทำข้อสอบ แถมไม่คุ้นข้อสอบแบบคิดวิเคราะห์ของข้อสอบโอเน็ต เพราะการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนทำให้เด็กเคยชินข้อสอบปรนัย อ.จุฬาฯ แนะ ร.ร.เลิกสอนแบบท่องจำ "วรากรณ์" ปธ.ผลิตครูแนะดึงคนเก่งมาเป็นครู “ชัยวุฒิ

จากกรณี ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ออกมาเปิดเผยผลประเมินการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ปีการศึกษา 2551 ซึ่งภาพรวมพบว่า นักเรียนชั้น ป.6 คะแนนวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ค่าเฉลี่ยไม่ถึง 50% นักเรียนชั้น ม.3 และนักเรียนชั้น ม.6 ใน 5 วิชาหลัก ทั้งภาษาไทย สังคม คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ค่าเฉลี่ยไม่ถึง 50% โดยในส่วนของนักเรียนชั้น ม.6 ผลสอบโอเน็ตในช่วง 4 ปีนี้พบว่า 5 วิชาหลักคะแนนยังไม่ถึง 50% ซึ่งไม่ดีขึ้นกว่าเดิมนั้น คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าจากการที่สอบถามเพื่อนครูพบว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเด็กไม่ตั้งใจทำข้อสอบ รวมทั้งการออกข้อสอบเน้นการคิดวิเคราะห์ ขณะที่การจัดการเรียนการเรียนการสอนทำให้เด็กเคยชินข้อสอบปรนัย หรือข้อสอบแบบเลือกคำตอบ ไม่คุ้นเคยกับการคิดวิเคราะห์ และอาจเป็นปัญหาที่การจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน

 ซึ่ง สพฐ.จะต้องลงไปเจาะลงหาสาเหตุต่อไป อาจจะมีปัญหาครูขาด ครูไม่เพียงพอ และปัญหาหลายอย่าง ทั้งนี้การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน เพราะใช่เวลาเป็น 10 ปี อย่างฟินแลนด์ ที่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพยังต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย และความพร้อมหลายๆ ด้านรองรับ

 "ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ทุ่มพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องมา 5 ปี มีแนวโน้มผลสัมฤทธิ์ของเด็กค่อยๆ ดีขึ้น ถ้าสามารถพัฒนากลุ่มอื่นๆ ต่อเนื่องจากการภาษาอังกฤษ ก็สามารถทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นได้เช่นกัน ขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมแถลงข่าวในเรื่องนี้อย่างละเอียดหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 8 เมษายนนี้" คุณหญิงกษมากล่าว
 ด้าน นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าการที่ผลวิเคราะห์คะแนนโอเน็ต 4 ปีต่ำลง ถือเป็นเรื่องปกติเนื่องจากเด็กบางคนอาจจะไม่ตั้งใจสอบเพราะไม่ได้นำคะแนนไปใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์ ซึ่งเด็กจำนวนนี้ถือว่าเป็นเด็กส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงไปฉุดคะแนนส่วนใหญ่ให้ต่ำลงด้วย และต้องได้รับการพัฒนา

 นายชัยวุฒิกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 9 เมษายนนี้ จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนรายวิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาไทย โดยได้เพิ่มวิชาภาษาอังกฤษและสังคม ร่วมเป็น 5 วิชาหลัก เพื่อสรุปแนวทางการดำเนินงานแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระดับประถม-อุดมศึกษา และเสนอให้ที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาต่อไป สำหรับแนวทางเบื้องต้นจะมีการดำเนินงานใน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.การพัฒนาครู 3.การพัฒนาหลักสูตร 4.การเตรียมพร้อมในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน และ 5.การประเมินผล

 ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อสอบโอเน็ตของ สทศ.เน้นการคิด วิเคราะห์ หาเหตุผล แต่กระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนยังเป็นแบบท่องจำ 80-90% เป็นเรื่องที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง โรงเรียนจะต้องเปลี่ยนวิธีการสอน และกระบวนการเรียนรู้ครั้งใหญ่ ส่วนฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ควรให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา เพราะไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โดยวางเป้าหมายไว้ว่า 2 ปีจากนี้ จะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างไร ควรให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงมาดูเองได้แล้ว

 นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนส่วนใหญ่ลดลงมี 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.พื้นฐานความเป็นอยู่ของครอบครัว ฐานะ เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการเลี้ยงดูบุตร โดยเด็กยากจน เด็กที่อยู่กับปู่ย่าตายาย จะมีความเสี่ยงมากกว่าเด็กปกติ รวมทั้งเด็กแอลดี (LD=Learming Disabilities) คือ เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้คือ เด็กที่มีปัญหาการเรียนเรียนอ่อนบางวิชา หรือหลายๆ วิชา ทั้งๆ ที่สติปัญญา ไอคิวดี ฉลาด ขยัน ตั้งใจเรียน ขี้เกียจ ขาดความเชื่อมั่นในตนเองไม่กล้าแสดงออก ซึ่งเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้กลุ่มนี้อยู่ทั่วไปทุกโรงเรียน ตามสถิติทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศพบว่ามีประมาณร้อยละ 5-10 อ่านต่ำกว่าเกณฑ์ เขียนและคำนวณต่ำกว่าเกณฑ์นั้น มีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องเอาใจใส่เด็กเหล่านี้เป็นรายบุคคล จึงจะได้รับการยกระดับคุณภาพของเด็กนักเรียน

 นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า 2.ครูก็มีส่วนที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนลดลงเช่นกัน เนื่องจากพบว่าโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดครู ซึ่งครูจะต้องไปทำหน้าที่ธุรการ ครูที่สอนไม่ตรงกับวุฒิการศึกษา รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่ของครูต่อเด็ก เช่น การตรวจการบ้าน หากครูตรวจการบ้านนักเรียนอย่างละเอียด พร้อมกับแนะนำนักเรียนให้ไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็จะสูงขึ้น แต่ถ้าครูตรวจการบ้านนักเรียนอย่างเดียว ไม่มีการแนะนำ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็จะต่ำลง 3.หลักสูตรการเรียนการสอนนั้น ต้องมีชั่วโมงเรียนที่เพียงพอ รวมทั้งเรื่องการวัดผล โดยการวัดผลทางศักยภาพความพร้อมของเด็ก ไม่ใช่วัดผลเด็กจากสิ่งที่เรียน และ 4.การบริหารจัดการของโรงเรียน หากโรงเรียนมีอิสระ สามารถระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองหรือชุมชนได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็จะสูงขึ้น แต่หากโรงเรียนรองบประมาณจากรัฐบาลอย่างเดียว ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็จะต่ำลงได้เช่นกัน

 ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขคือ การพัฒนาคุณภาพครูตั้งแต่กระบวนการผลิตครู จะต้องคัดเลือกคนเก่ง คนดีและจบตรงสาขามาเป็นครู น่าจะนำข้อเสนอของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสที่เสนอให้มีโครงการ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด เพื่อให้แต่ละจังหวัดมีมหาวิทยาลัยมาเป็นพี่เลี้ยงช่วยพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา

 น.ส.นารี วงศ์สิโรจน์กุล รักษาการ ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่าคุณภาพการศึกษาภาษาไทย วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของเด็กไทยตกต่ำลง ซึ่งสสวท.รู้ถึงแนวโน้มนี้แล้ว ภายใน 3 ปีนี้ตั้งแต่ปี 2552-2554 จะต้องทำให้คงที่ให้ได้ โดย สสวท.จะลงไปพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและกลางที่เด็กมีผลคะแนนโอเน็ตตกต่ำประมาณ 1.5 หมื่นแห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งยกระดับใน 3 วิชา ทั้งภาษาไทย วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ หลังจากปี 2554 ไปแล้วก็จะต้องทำให้เพิ่มขึ้นโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา

 นายพิษณุ ตุลสุข ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า จากการที่ครูเออร์ลี่ รีไทร์ และเกษียณปกติในรอบหลายปีทำให้สพฐ.มีปัญหาขาดแคลนและต้องการอัตราบรรจุครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น 1.7 หมื่นอัตรา

 รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการวางแผนผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา กล่าวว่า จะสรุปแผนยุทธศาสตร์ผลิตและพัฒนาครู ระยะ 5 ปีให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน เพื่อนำเสนอ รมว.ศึกษาธิการโดยให้ปรับระบบผลิตและหลักสูตรการผลิตครูใหม่อีกครั้งโดยดึงคนที่จบคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ มาอบรมวิชาการสอนอีก 1 ปี แล้วจึงบรรจุเป็นครู และปรับกระบวนการผลิตครูของคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์หลักสูตร 5 ปี จากการฝึกงานในปีสุดท้ายมาเป็นการอบรมอย่างเข้มข้นในเนื้อหาวิชาการแทน พร้อมสรุปข้อมูลแต่ละปี จะมีครูเกษียณเท่าใด และควรบรรจุครูทดแทนในสาขาวิชาใด จำนวนเท่าใด ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีครูเกษียณประมาณ 1.5 แสนคน หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนครูที่มีอยู่ทั้งหมด

 "ผมได้ปาฐกถาในการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีเมค) เรื่องการพัฒนาครูตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่มุ่งพัฒนาให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และยกงานวิจัยชื่อแม็คเคนซี รีพอร์ต ซึ่งวิจัยการพัฒนาการศึกษาทั่วโลก พบว่า การศึกษาจะประสบความสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยแค่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.คุณภาพของคนที่จะมาเป็นครู 2.เมื่อได้คนที่มีคุณภาพมาเรียนครูแล้ว จะต้องทำให้เป็นครูที่มีคุณภาพด้วย และ 3.ระบบการศึกษาที่เท่าเทียมกัน จะเห็นได้ว่าปัจจัยเรื่องครูเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะฉะนั้นจะต้องหาทางให้คนเก่งมาเป็นครู จึงจะสามารถทำให้การจัดการศึกษามีคุณภาพมากขึ้น" รศ.ดร.วรากรณ์กล่าว