
เหตุที่ฉันสนใจกล้วยไม้ (19)
ก่อนย้ายมาทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วงนั้นชื่อเสียงของฉันกำลังดังกระฉ่อน แม้ผลงานที่ฉันนำปฏิบัติก็ยังทราบไปถึงหูประธานาธิบดีมาร์กอสของฟิลิปปินส์
ในช่วงนั้นผลการทำงานเรื่องกล้วยไม้กำลังดังกระฉ่อน แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของฉันแม้จะถูกเปิดเผย แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากทางราชการของไทย พอดีกับทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังจัดตั้งภาควิชาพืชกรรม (ต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นภาควิชาพืชสวน) บังเอิญการทำงานของฉันที่เกี่ยวกับกล้วยไม้มันไปอยู่ภายใต้ร่มเงาของภาควิชานี้
ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยจึงได้เอ่ยเปิดแผนกการโรงสีกรมการข้าว ซึ่งฉันดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกอยู่ในตอนนั้น เพื่อมาทำงานเป็นอาจารย์สอนวิชากล้วยไม้ ทั้งๆ ที่ตัวฉันเองทำงานค้นคว้าวิจัยเรื่องกล้วยไม้อยู่ภายในบ้านส่วนตัว แต่นำความรู้ออกมาเผยแพร่สู่ประชาชนอย่างกว้างขวางมาแล้วระยะหนึ่ง จากที่มีการตกลงให้ย้ายฉันมาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉันก็รู้ทันทีว่า ต่อแต่นี้มาตัวเองจะต้องเผชิญกับปัญหาหนักอีกระลอกหนึ่ง
หลังจากฉันย้ายมาทำงานอยู่ในภาควิชาแล้ว ขณะนั้นในภาควิชาแทบไม่มีอะไรเลย ทั้งนี้ ฉันต้องขนสิ่งละอันพันละน้อยซึ่งตนได้ทำไว้ในอดีตได้มาอุทิศภาควิชาจำนวนหนึ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น หัวหน้าภาคก็คือเพื่อนรุ่นเดียวกันกับฉันเอง แต่จบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทีหลังฉัน 4-5 ปี ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าระหว่างที่ฉันจบเขายังเพิ่งได้อนุปริญญาและไม่ได้คิดที่จะศึกษาต่อ
จะอย่างไรก็ตาม ไม่เพียงเท่านั้น ต่อแต่นี้ไปงานกล้วยไม้ที่ฉันทำแอบอาสาสมัคร หรือที่เรียกกันว่า “ปิดทองหลังพระ” ส่วนใครจะกล่าวว่าร้ายอย่างไรก็อาจเกิดความเดือดร้อนได้ไม่ยาก แล้วมันก็จริงทุกอย่าง!
ประการแรก ปกติแล้วภายในภาควิชาคงมีแต่อาจารย์ที่นั่งทำงานโดยไม่มีประชาชนเข้ามาติดต่อมากนัก
หลังจากฉันเข้ามาทำงานอยู่ในภาควิชา จึงปรากฏว่ามีประชาชนเข้าหาฉันกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ เพราะบารมีที่ฉันได้สั่งสมมาแล้วในอดีต โดยไม่ขึ้นกับทางราชการ ที่นี่แหละหัวหน้าภาคก็รู้สึกริษยา เพราะใครๆ มากมุ่งมาหาอาจารย์ระพีแทบทั้งหมด
แถมกล้วยไม้ในขวดเพาะที่ฉันนำมามอบให้คนในภาคก็ปลูกไม่เป็น เลี้ยงไม่เป็น ทำให้ตายกันเป็นเบือ ให้ถึงถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยหัวหน้าภาคที่เข้าไปพบอธิการบดี หลังจากนั้นจึงพูดว่า “อาจารย์ระพี ทำเพื่อตัวเอง”
"ระพี สาคริก"



