
ขอกราบเบื้องบาทครูทุกผู้ทุกนาม
ครู.....เป็นแสงสว่างทางชีวิต
ครู.....สอนศิษย์ฝ่าฟันแก้ปัญหา
ครู.....ประสาทประสิทธิ์วิทยา
ครู.....เป็นแหล่งแสวงหาความรุ่งเรือง
ครู.....เป็นพ่อแม่หนูคู่ที่สอง
ครู.....รับรองสุข-ทุกข์ในทุกเรื่อง
ครู.....มีจิตการุณย์ไม่ขุ่นเคือง
เมื่อใกล้เวลาที่นักเรียนชั้น ม.๖ จะจบการเรียน หลายโรงเรียนก็มีพิธีปัจฉิมนิเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่นักเรียนที่จะเข้าสู่การศึกษาในระบบมหาวิทยาลัย ในพิธีนั้นๆ ก็มักจะมีพระสงฆ์ไปให้โอวาท ทำคล้ายพระฤาษีให้โอวาทแก่ลูกศิษย์ที่จบการศึกษาแล้วกลับสู่บ้านเมือง
โรงเรียนก็หวังว่าพระจะให้คติธรรมแก่นักเรียนให้จำและนำไปปฏิบัติเพื่อความสำเร็จและความก้าวหน้า พระสงฆ์ก็หาข้อคิดเป็นคติธรรมเพื่อให้นักเรียน "จำให้แม่น ปฏิบัติให้มั่น" ข้อคิดนั้นก็ควรที่จะจำได้เร็ว ติดจิตใจของนักเรียนนักศึกษาได้นาน แล้วก็ควรที่พระสงฆ์จะพิมพ์ข้อคิดซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องที่ให้โอวาทมอบแก่นักเรียนเพื่อไปติดไว้เตือนใจที่บ้าน จึงใคร่ขอมอบคติธรรมไว้สำหรับนักเรียนที่จะก้าวไปเป็นนักศึกษาหรือสำหรับผู้ปกครอง ครู และพระสงฆ์ที่จะกล่าวเตือนใจให้โอวาท เพื่อบอกให้ท่องหัวข้อให้ครบแล้วก็อธิบายให้นักเรียน ดังนี้
ตั้งใจเรียนให้เหมือนกับเพียรร้องเพลง
จำหนังสือให้เก่งเหมือนจำคำนินทา
อยากพบหน้าครูเหมือนอยากดูดารา
เก็บหนังสือที่มีค่าเหมือนกับว่าเก็บเพชรทอง
สถาบันบันเทิงจงเห็นว่าเป็นเพลงนรก
หนังลามกจะพาเราให้เศร้าหมอง
เพื่อนชั่วจงเห็นว่าเป็นตัวเงินตัวทอง
ยาเสพติดจงมองเห็นว่าเป็นยาตาย
นอนดึกคือข้าศึกที่พ่ายแพ้
ความเชือนแชคือศัตรูผู้สร้างความเสียหาย
การใช้เงินไม่ประหยัดคือความวิบัติวอดวาย
การไม่รักษาร่างกายคือความพ่ายทุกกรณี
ในข้อคิดทั้ง ๑๒ ประการนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่จะก้าวไปสู่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นหนทางสู่ดวงดาว คือ ยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว เมื่อนักเรียนกลายสภาพเป็นนักศึกษา วิถีชีวิตของเขาจะเข้าสู่..."ยูนิเวิร์ส" ดุจดั่งดวงดาวที่ลอยล่องในระบบจักรวาล เขาจะเป็น "ดาวฤกษ์" หรือ "ดาวเคราะห์" ก็อยู่ที่โอวาท ไม่ใช่อยู่ที่ประสาทพร อยู่ที่เขาศรัทธาตัวผู้ให้โอวาท จำแม่นแล้วปฏิบัติมั่น
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) "



