
หนังสือเรียนไม่สนุกตรงไหนคำถามจาก"สิทธิ์"ที่ 1แพทย์จุฬาฯ
หลังจากการจัดสอบคัดเลือกระบบรับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) ปีการศึกษา2552 ประมวลผลการคัดเลือกระบบรับตรงของกสพท. และประกาศผลเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่5 เมษายนปีนี้มีจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 1,491 คน
จากผู้สมัครทั้งหมดประมาณ 2.2 หมื่นคน ซึ่งน้องสิทธิ์หรือ นายสิทธิ์ อัศววรฤทธิ์ อายุ18 ปีนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับ 1 ของกลุ่มกสพท. ด้วยคะแนน79.1271 โดยเขาเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ เป็นเพราะแรงบันดาลใจจากพ่อแม่ พี่ชาย และอยากช่วยเหลือผู้ป่วย
น้องสิทธิ์เป็นคนจ.สิงห์บุรี เป็นบุตรชายของ นพ.วิชิตอัศววรฤทธิ์ แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ สาขาอายุรกรรม โรงพยาบาลสิงห์บุรี และ ทญ.สุจินดาอัศววรฤทธิ์ มีพี่น้อง 2 คนคือ พี่ชาย นายพฤทธิ์ อัศววรฤทธิ์ ปัจจุบัน เป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ และน้องชาย นายสรรค์ อัศววรฤทธิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์
หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่4 จากโรงเรียนอนุบาลสิงห์บุรีเขาย้ายไปเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ที่โรงเรียนวัดประตูชัยก่อนสอบเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.99
น้องสิทธิ์เล่าว่าเขาไม่มีเคล็ดลับในการเรียน เพียงแต่ยึดหลักการเรียน 2 ข้อคือ 1.เรียนอย่างมีความสุข สนุก และดีที่สุด ซึ่งการมีความสุขในการเรียนแม้เป็นเรื่องยาก และเคยถูกรุ่นน้องถามหลายครั้งว่า เรียนอย่างมีความสุขทำอย่างไร จึงตอบไปว่าอะไรบ้างที่ทำให้มีความสุข ลองนำมาปรับใช้กับการเรียน และทำใจให้มีความสุขกับการเรียน เช่น อ่านหนังสืออ่านเล่นแล้วมีความสุข อยากให้ทุกคนลองถามตนเองว่า อ่านหนังสือเรียนไม่สนุกตรงไหน และหนังสืออ่านเล่นสนุกอย่างไร จากนั้นให้เอามาเปรียบเทียบกัน รวมทั้งต้องทำใจให้รู้สึกว่าหนังสือเรียนคือหนังสืออ่านเล่น เมื่อทำได้จะมีความสุขในการอ่านหนังสือเรียน
2.เตรียมตัวให้พร้อมเสมอ สำหรับเขาไม่ได้อ่านหนังสือตลอด 24 ชั่วโมงแต่อ่านไปด้วยทำกิจกรรมอื่นเว้นช่วงไปด้วย เพื่อไม่กดดันตัวเองจนเกินไป หรือทำให้เกิดความเครียด โดยในแต่ละวันจะฝึกทำข้อสอบ ประมาณ 4-5 ชุดซึ่งระหว่างฝึกทำโจทย์ ใช่ว่าจะนั่งทำตลอดไม่ลุกไปไหนเลย แต่พยายามหากิจกรรมอื่นมาเสริม เช่น เดินเล่นผ่อนคลายสมอง หรืออ่านเมื่อมีสมาธิ และไม่มีเรื่องอื่นมาทำให้กังวลใจ เพราะการอ่านหนังสือต่อให้อ่านทั้งวัน แต่สมาธิไม่ได้อยู่ที่หนังสือคงไม่เข้าใจเนื้อหาและจดจำไม่ได้ หลัก 2 ข้อนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเรียนอย่างมีความสุข
เวลาไปสอบผมจะบอกตนเองว่าไปฝึกทำแบบฝึกหัด ไม่ได้ไปสอบ เพราะจะได้ไม่ตื่นเต้น หรือกังวล และเวลาทำข้อสอบ ก็ไม่ต้องไปรีบเร่ง ทำไปเรื่อยๆ จึงอยากฝากน้องๆ ก่อนสอบ ให้เตรียมตัวให้ดี ไม่ต้องเครียดกับการอ่านหนังสือ หรือการเรียนเกินไป ทำให้ตนเองมีความสุขมากที่สุด เพราะหากมีความสุข ทำให้ดีที่สุด และเตรียมตัวให้ดี ทุกๆ อย่างก็จะดีเอง น้องสิทธิ์แนะนำรุ่นน้อง
น้องสิทธิ์ บอกด้วยว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่เรียนกวดวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่การเรียนกวดวิชาเป็นเพียงการเรียนเสริมในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจในห้องเรียนเท่านั้น เพราะจะยึดการเรียนในห้องเรียนเป็นหลัก เนื่องจากการเรียนในห้องเรียน หากตั้งใจเรียนทำให้เสียเวลาในการทบทวนบทเรียนน้อยมาก ส่วนการทำกิจกรรมอื่นๆ เขาเล่นกีฬาทั้งแบดมินตัน เทนนิส และว่ายน้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มเติมทักษะและประสบการณ์ใหม่ๆ ได้หลายๆ อย่าง
อย่างไรก็ตามในการสอบครั้งนี้ พ่อแม่ พี่ชาย และน้องชาย เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลืออย่างมาก นอกจากให้กำลังใจแล้ว ช่วงที่เขากำลังเตรียมตัวสอบ คนในครอบครัวต่างช่วยเหลือทำงานบ้านแทน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นกฎของบ้าน ที่ไม่ว่าใครสอบ เช่น สอบเข้า ม.1 ม.4 หรือมหาวิทยาลัยคนที่ไม่ได้สอบต้องช่วยทำงานแทนคนที่สอบ เพราะไม่ต้องการให้มีอะไรมารบกวนสมาธิ ไม่ต้องการให้เครียด และเมื่อทำข้อสอบไม่กดดันตนเอง
ส่วนกรณีที่ได้ทุนก.พ. ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาน้องสิทธิ์ บอกว่า เขาคงไม่สละสิทธิ์และไปเข้าร่วมกระบวนการตรวจสุขภาพจิตและสอบสัมภาษณ์ตามระเบียบอย่างแน่นอน แต่คงต้องดร็อปการเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ไว้ก่อน โดยจะเดินทางไปศึกษาที่ต่างประเทศ ก่อนเดือนกันยายนนี้ ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม และศึกษาข้อมูลทุนก.พ.ที่สามารถเลือกคณะและประเทศได้เบื้องต้นคาดว่าจะเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 5 ปี
น้องสิทธิ์ฝากถึงน้องๆที่จะสอบแอดมิชชั่นส์ในปีหน้าด้วยว่า อยากให้ตั้งใจ และหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอบให้ดี เพราะเท่าที่ทราบนอกจากปรับเปลี่ยนสัดส่วนแอดมิชชั่นส์แล้ว หลักสูตรยังยากขึ้นมาก จึงควรเตรียมตัวให้พร้อม แต่อยากให้ทำทุกอย่างที่ตนเองมีความสุข ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร อย่าไปเคร่งเครียดมาก และอยากให้การเรียนในระดับมัธยมศึกษา มีจำนวนคาบเรียนที่น้อยมากกว่านี้ เพราะจำนวนคาบเรียนวันหนึ่งเด็กต้องเรียนถึง 7-8 คาบทำให้เด็กเครียด และไม่มีเวลาทำกิจกรรม
การเรียนเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตแต่หากเรียนแล้วไม่มีความสุข น้องสิทธิ์ บอกทิ้งท้ายว่า คงไม่ได้อะไรจากการเรียน นอกจากความเครียดและสิ่งที่หวัง สิ่งที่ตั้งใจไว้จะไม่ได้มา
0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0 รายงาน



