
กฎเกณฑ์ที่ต้องเคารพ
การอยู่ด้วยกันของคณะสงฆ์ในตอนแรกนั้น ไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์ ไม่มีวินัย และแม้เมื่อพระสารีบุตรทูลถาม พระพุทธองค์ก็ยังทรงเห็นว่าไม่จำเป็น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพระสงฆ์ที่มีศรัทธาออกบวชดำเนินชีวิตสมณะตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ล้วนแล้วแต่มีความประสงค์ท
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในสมัยแรกจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมี "พระวินัย" เพราะพระวินัยเป็นเพียงเครื่องป้องกันทางกายและวาจา ในขณะที่พระสงฆ์ในยุคแรกล้วนปฏิบัติเพื่อยกระดับจิตของตนให้ก้าวล่วงทุกข์ทั้งสิ้น
ต่อมาเกิดการบัญญัติพระวินัย เพราะคณะสงฆ์เพิ่มจำนวนมากขึ้น พระสงฆ์มาจากหลากหลายทิศ หลากหลายวรรณะและชาติตระกูล เริ่มมีการกระทำที่ไม่สมควรแก่สมณเพศ จึงมีการบัญญัติพระวินัยขึ้น
ในบรรดาข้อห้ามของพระสงฆ์ที่เรียกว่า "ปาฏิโมกข์" นั้น แม้พระพุทธองค์ก็ทรงให้ความเคารพ เวลาที่มีการสวดพระปาฏิโมกข์ขึ้นแรม ๑๕ ค่ำ ในสมัยแรกพระพุทธองค์ก็เสด็จมาร่วมด้วย
นั่นหมายความว่า เมื่อตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาแล้ว ทุกคนในสังฆะนั้น ในสังคมนั้น ต้องเคารพ จะไม่มีการยกเว้นในสถานะใดทั้งสิ้น เช่นนี้ กฎเกณฑ์ หรือกฎหมายจึงจะใช้ปกครองคนในสังคมได้ศักดิ์สิทธิ์
ในสังคมของเรา เราสมมติให้ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์กฎหมาย เมื่อตำรวจทำผิดกฎหมาย ตำรวจก็ต้องได้รับโทษ เช่นเดียวกับชาวบ้าน และเพราะตำรวจโดยหน้าที่ย่อมรู้กฎเกณฑ์มากกว่าชาวบ้าน ควรจะได้รับโทษ ๒ สถาน คือ ในสถานที่เป็นผู้ทำผิดกฎหมาย ขั้นนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโทษเช่นเดียวกับชาวบ้าน และอีกสถานหนึ่ง เป็นโทษฑัณฑ์ที่ควรได้รับจากหน่วยงานของตำรวจ ในฐานะที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของตำรวจ ซึ่งควรจะเป็นผู้รักษากฎหมาย และควรจะเป็นผู้ที่ทำตัวอย่างที่ดีให้ประชาชน
หากตำรวจทำตัวแบบ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง พอเป็นตำรวจด้วยกันทำ ก็ช่วยกันผ่อนผัน ลดโทษ ชาวบ้านก็ย่อมขาดศรัทธาในที่สุด
"ธัมมนันทา"
www.thaibhikkhunis.org



