
เล่นหูเล่นตา-ขาจรขอนแก่น
น้ำเย็นเฉียบไหลเบาๆ ออกจากก๊อกผ่านมือแห้งเหี่ยวของฉัน เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องไม่ได้ทำให้ฉันกระตือรือร้นหรือรีบร้อนแต่อย่างใด ก็นี่มันหน้าหนาวแล้ว ที่นี่ก็ไม่ใช่กรุงเทพฯ จะรีบกันไปทำไม?
หนึ่งคืนที่ผ่านมาทำให้ฉันมีโอกาสสัมผัสอากาศหนาวอย่างที่ไม่ค่อยได้พบเจอในกรุงเทพฯ ได้ใช้ชีวิตสบายๆ ก่อนที่ความสุขจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าพาฉันกลับกรุงเทพฯ เมืองเทวดาที่เป็นได้แค่ชื่อ กลับไปใช้ชีวิตที่รีบเร่งกระเสือกกระสนต่อสู้ดิ้นรนกับตัวเองและผู้คนในสังคมเมืองบนหน้าปัดนาฬิกาที่มีตัวเลขแค่ 1 ถึง 12 จนบางทีฉันก็แอบรู้สึกว่าหรือคนกรุงติดอยู่ใน “กับดัก” ของเวลาและความศิวิไลซ์ที่เป็นเพียงแค่เปลือก?
บ่ายแก่ๆ ของเมื่อวานพวกเราเพิ่งมาถึงสนามบินขอนแก่นอากาศหนาวเย็นได้เข้ามาต้อนรับและทักทายพวกเรา (ฉัน สีเกด และวงทาเคชิ) อย่างไม่กลัวเกรงความจัดจ้าของแสงแดดที่ส่องมาจนฉันตาหยี (กว่าเก่า)
“ อืย … หนาวว่ะ ” ใครสักคนพูดขึ้น
“ กลางคืนหนาวกว่านี้ครับ 17 - 18 องศา ” คนที่มารับบอก
“ ก็ดี … อยู่ที่นี่จะได้ไม่เน่า ” ฉันคิดในใจ
ออกจากสนามบินพวกเราแวะปล้นอาหารใส่ท้องที่ร้านส้มตำชื่อดัง “ไก่ย่างมิตรภาพ เขาสวนกวาง” (ใกล้ๆ กับสนามบิน) มีไก่ปิ้งแห้งๆ หอมๆ หนังกรอบๆ ที่หนีบไม้ย่างเป็นตัวตามแบบไก่ย่างเขาสวนกวางกินกับส้มตำปูปลาร้า ซุปหน่อไม้ ลาบ น้ำตก ไส้กรอกอีสาน คอหมูย่าง และ อีกมากมาย จนฉันต้องใช้คำว่า “ปล้น” แทน “กิน” ตามลักษณะการสวาปาม “กินอย่างกับปล้น ทำงานอย่างกับกายภาพบำบัด”
“เสียดายเนอะ พี่โก้ แซกแมน กับไ อ้จิ๊บ ไม่ได้มา”
“พี่โก้เขามีงานที่เชียงใหม่ แต่คุณจิ๊บ วิชชุเดช มือเบสของเรานี่สิหายแซบหายสอยไม่มีใครติดต่อมันได้ …” สีเกดเริ่มเปิดประเด็น
“มันบอกจะไปถือศีล แต่ก็ไม่รู้ว่าความจริงเป็นยังไง” คนในวงตอบแทนมัน ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการงาน แต่มาจากเรื่องส่วนตัว เรื่องในครอบครัว ไม่หนีเมียเก่า ก็หนีเมียใหม่ หรือ หนีไปหาเอาใหม่ก็ยังมี
“นี่ถ้ามันหายหัวไปครบ 1 เดือน แล้วยังไม่กลับมารายงานตัว ก็ให้ถือว่าเสียชีวิตไปแล้ว ยังหาศพไม่พบ พวกเราก็เตรียมหาสมาชิกใหม่มาแทนมันก็แล้วกัน ไม่รู้เป็นบ้าอะไรจู่ๆ ก็หายหัว แล้วมาบอกว่าไปถือศีล ดูจากหนังหน้าแล้วตูว่าไม่ใช่ อยากรู้จริงๆ เลย มันหายหัวไปไหนของมันวะ? นี่ถ้ามันหน้าตาหล่อจะส่งนักสืบไปตามหาแต่หน้าอย่างมันส่งหมาไปดมหาศพก็พอแล้ว”
กินเสร็จพวกเราก็ย้ายพุงไปยังสถานที่จัดงานเพื่อตรวจเช็คระบบเสียงก่อนเล่นจริงอย่างที่ทำกันทุกครั้งแล้วกลับมาที่พักเพื่ออาบน้ำและเตรียมตัวเล่นตามเวลา
กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปเกือบ 4 ทุ่ม ได้เวลาอาหารค่ำของพวกเรา … เมื่อนั่งลงในร้านข้าวต้มร้านหนึ่งก็เริ่มสั่งโน่นสั่งนี่มาจนอาหารเต็มโต๊ะ มันควรจะกินหมดจนไม่รู้ว่าสั่งอะไรมาในจาน แต่คราวนี้เหลือบาน
“สงสัยพ่อครัวจะไม่ใช่คนเดิม ” สีเกดกระซิบกับพวกเรา แล้วพวกผู้ชายในวงก็แยกตัวไปหาความสุขตามแบบที่เคยๆ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพวกมัน ส่วนฉันกับสีเกดเลือกเดินย่อยกลับโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ กัน อากาศเย็นลงกว่าตอนหัวค่ำ ผ้าแคชเมียร์ที่โก้ซื้อมาฝากจากอินเดียช่วยอะไรฉันไม่ได้มากนักในยามนี้ (สงสัยจะเป็นผ้าแคชเมียร์น้อยไม่น่าใช่แคชเมียร์หลวง) ความเย็นได้แทรกผ่านใยผ้าเข้ามาสู่ผิวหนังจนหนังปากเริ่มตีกัน เราสองคนเดินผ่านไปตามทางมีคนเร่ร่อนนอนขดอยู่เป็นระยะ คนถีบสามล้อนอนคลุมโปงกับผ้าห่มผืนบางบนสามล้อของตัวเอง ทำไมเขาถึงทิ้งไร่ทิ้งนามาเสี่ยงโชคในเมือง? บ้านเมืองเราบริโภคข้าวเป็นหลัก ส่งออกข้าวลำดับต้นๆ ของโลก แต่ราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาชาวไร่ยังจนเข้ากระดูกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คนปลูกข้าวให้คนทั้งประเทศได้อิ่มท้องกลับต้องก้มหน้าก้มตายอมรับความจนและความอดอยาก … มีที่ไหนเขาเป็นกัน?
นึกอยากให้มีร้านขายผ้าห่มอยู่แถวนั้นจะได้ซื้อแจกไปตามทาง ถึงหน้าโรงแรมที่พัก พวกเรายืนอ้อยอิ่งดมกลิ่นความหนาวอยู่ตรงนั้น เสียงจากคนขับสามล้อหน้าโรงแรมจับกลุ่มกินเหล้าแก้หนาวอย่างเถิดเทิงเพื่อลืมความจนที่กลายเป็นมรดกทางพันธุกรรมสักชั่วขณะ ความสุขชั่วคราวละลายอยู่ในน้ำสีอำพันที่กำลังไหลลงคอ รถยุโรปราคาแพงลิบคันแล้วคันเล่าแล่นมาจอดส่งคน
คนจนก็จนไป คนรวยก็รวยเสียให้เข็ด … ที่นี่เมืองไทย!
น้ำอุ่นจนเกือบร้อนไหลฟู่ออกจากฝักบัวผ่านต้นคอลงไปสู่เท้าขับไล่ความหนาวและความเมื่อยล้าออกจากตัว … ฉันเช็ดตัวอย่างรวดเร็วสวมชุดนอนแล้วซุกตัวลงบนที่นอนหนานุ่ม หมอนหนุนใบยาวสีขาว 2 ใบ ฟีบลงเมื่อน้ำหนักศีรษะฉันกดลง ขณะดึงผ้าห่มขึ้นห่อตัวนึกถึงความหนาวข้างนอก ความยากจนและคนที่ถูกทอดทิ้ง … ตัวอุ่นแต่ในใจหนาวเหน็บ จากความไร้เหตุผลที่ถูกทิ้งไว้ข้างนอกนั่น
“เราจะไปบริจาคผ้าห่มในคนยากจนกันนะสีเกด” ฉันบอกกับสีเกด
เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารดังขึ้นอีกครั้ง ฉันเดินผ่านกล่องรับบริจาคต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่ก่อนถึงทางเข้า ทั้งวัด ทั้งโรคเอดส์ ทั้งเด็กด้อยโอกาส ฯลฯ จนวงทาเคชิบอกว่า “เลือกไม่ถูก” ฉันเดินตรงเข้าหากล่องกล่องหนึ่งอย่างไม่ลังเล แล้วหย่อนเงินลงไป
“เด็กด้อยโอกาส”
สำหรับฉันแล้วไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่า “อนาคตของชาติ” ต่อให้ตายไปไม่ได้ขึ้นสวรรค์ เพราะไม่ค่อยได้ทำบุญกับวัดวาก็ไม่ว่าอะไร ขอแค่ชาตินี้ได้ทำให้เด็กตาดำๆ บางคนอิ่มท้องสักมื้อก็พอ เสียดายที่ไม่มีกล่องบริจาคเพื่อซื้อผ้าห่มกันหนาวให้กับคนยากจน เครื่องบินเชิดหน้าเหินฟ้าพาฉันกลับไปเป็นคนกรุงเทพฯ ตัวฉันเบา แต่ใจฉันเบากว่า … ลาก่อนขอนแก่น
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



