
ยุทธศาสตร์ยางพารา
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บรรดาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราของไทย ได้มีโอกาสมาร่วมหารือกันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยยางของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานให้ทุน อย่างเช่น สกว. สวทช. สวก. และ วช. ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ทุนสนับสนุนการวิจัยหรือดูแลนโยบายการวิจั
หน่วยงานทำวิจัยอย่างเช่น สถาบันวิจัยยางของกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เคยทำวิจัยยางพารา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม และที่ขาดไม่ได้คือตัวแทนเกษตรกรและบริษัทเอกชน รวมทั้งตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรม ดังนั้นองค์ประกอบของการประชุมครั้งนี้จึงค่อนข้างครบถ้วน
หน่วยงานส่วนใหญ่เหล่านี้ มักจะมียุทธศาสตร์ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ว่าเป็นลักษณะที่ต่างคนต่างทำ และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกัน ผลก็คือการพัฒนายางพาราของไทยยังไปไม่ถึงไหน เพราะว่าขาดความร่วมมือกัน แต่ที่หนักกว่านั้นคือหากบางหน่วยงานมองว่าตนเองมีภารกิจหลักที่จะต้องพัฒนาเรื่องยางพาราของไทยแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นไม่ต้องเข้ามายุ่ง ก็จะยิ่งทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้นไม่ได้ และจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนายางของประเทศอย่างแน่นอน
เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบตั้งแต่การปลูกไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่วางขายทั่วไปนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 3 ขั้นคือขั้น ต้นทาง กลางทาง และ ปลายทาง ซึ่งเรียกกันว่าอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ
หมายความว่าในช่วงของการปลูก การกรีด ไปจนถึงการแปรรูปขั้นต้น จัดว่าเป็นงานต้นน้ำ หลังจากนั้นก็มีการนำยางไปแปรรูปต่อตั้งแต่เป็นน้ำยางสด น้ำยางข้น ยางแห้ง จนได้ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มต่างๆ ต่อไปซึ่งอาจไม่เหลือเค้าเดิมของยางพาราเลยก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของกลางน้ำและปลายน้ำตามลำดับ
นอกจากเรื่องของผลิตภัณฑ์จากน้ำยางแล้วยังมีไม้ยางและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราเข้ามาเกี่ยวข้องอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้อย่างมากอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
ในการกำหนดยุทธศาสตร์วิจัยเรื่องยางพาราของประเทศครั้งนี้ ได้นำยุทธศาสตร์หลักที่สภาอุตสาหกรรมวางไว้มาเป็นตัวตั้งต้น เนื่องจากว่าเป็นเรื่องของความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยตัวจริง แล้วจึงมองว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการวิจัย
สิ่งที่หน่วยงานต่างๆ เห็นตรงกันก็คือการที่จะต้องร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ซึ่งได้แก่ยางล้อ และอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำยางข้นเป็นหลัก ได้แก่ ถุงมือยาง ด้ายยางยืด และถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหญ่ของประเทศ และควรต้องมีการพัฒนาเพื่อให้ไทยสามารถก้าวหน้าขึ้นมายืนอยู่ในอันดับต้นของโลกให้ได้
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนอีกมาก อย่างเช่นอุตสาหกรรมยางล้อ ซึ่งเรายังไม่อยู่ในอันดับต้นของโลก ก็คงต้องเริ่มจากสิ่งที่เราสามารถทำได้ก่อน อย่างเช่นให้ความสำคัญกับยางล้อรถบรรทุกโดยเน้นที่ยางเรเดียล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่คนไทยเป็นเจ้าของก่อน หากพัฒนาได้ดีขึ้นแล้วก็จะไต่อันดับขึ้นไปเป็นยางล้อรถยนต์นั่ง ซึ่งปัจจุบันครองตลาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ เนื่องจากเทคโนโลยีของเรายังก้าวไปไม่ถึง
ทว่า หากมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาให้ดี เมืองไทยก็มีโอกาสที่จะสร้างแบรนด์ของตนเองให้เป็นที่ยอมรับของตลาดโลกได้ เพราะเรามีข้อได้เปรียบคือเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบคือยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบันครับ!
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ



