
ครูซรสนิยมยุโรปราคาเอเชีย
หลังจากที่จีเอ็มตั้งตัวได้ก็เริ่มเดินตลาดในทุกภูมิภาคทั่วโลกอีกครั้งโดยเฉพาะในประเทศไทย เชฟโรเลต
ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือจีเอ็มได้เปิดตัวรถในกลุ่มซีดานขนาดคอมแพ็กเมื่อปลายปีที่แล้ว รถใหม่ที่มาแทนออพตร้า ได้ชื่อใหม่ว่า ครูซ เป็นชื่อเดียวทั่วโลกเหมือนกันไม่ว่าจะขายตลาดไหนๆ ก็ตามแนวคิดของจีเอ็มได้เปลี่ยนไปจากการทำรถในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันมาเป็นโมเดลเดียวทั่วโลก เชฟโรเลต ครูซ ได้รับการพัฒนาโดยทีมงานจีเอ็มและเชฟโรเลตจากทั่วโลกภายใต้แนวคิด "โกลบอล คอมแพ็กคาร์" คว้ารางวัลต่างๆ มากว่า 40 รางวัล ในเมืองไทยมียอดจองมากกว่า 2,000 คันแล้ว
ครูซ เป็นรถในกลุ่มเดียวกับซีวิค โฟกัส มาสด้า 3 แลนเซอร์ และโคโรลล่า ระดับราคารถกลุ่มนี้ขยับไปแตะล้านบาทกันทุกค่าย สิ่งที่เสนอให้ตลาดได้เลือกนั้นหลากหลายและรถกลุ่มนี้ถือว่ามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเริ่มเบนไปทางฝั่งลักชัวรีคาร์ เพราะราคาขายสามารถเพิ่มเพดานให้มากขึ้นนั้นเอง
รูปลักษณ์การออกแบบภายนอกของเชฟโรเลต ครูซ ตั้งอยู่บนตัวถังทรงลิ่มที่ตั้งบนความกว้างของฐานล้อ และความแบนของตัวรถ ดีไซน์เสาหลังคา A ลาดเอียง ลดการต้านทานอากาศ ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานมีเพียง 0.31Cd รวมๆ แล้วเป็นรถแบบซีดานที่ด้านท้ายรถสั้นคล้ายซีดานคูเป้ (4 Doors Coupe)
ด้านหน้ามีสัญลักษณ์ “โบว์ไท” ใหม่ ขนาดใหญ่ขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไฟหน้าลากยาวอย่างเฉียบคม เข้ากับโป่งซุ้มล้อหน้า บนกระโปรงหน้ามีเส้นสายยาวรับกับเส้นสันไหล่ที่บึกบึน ไฟท้ายสองดวงแยกส่วน พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED 12 ดวง
ส่วนสีสันตัวถังภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สีด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine White สีดำ Black Sapphire สีเทา Royal Gray สีเงิน Sterling Silver สีแดง Tornade Red และสีฟ้า Misty Lake
มองหน้าตาของครูส จะเห็นเส้นสายทันสมัยมากขึ้นชัดเจน แต่ยังคงเป็นรสนิยมรถยุโรป คือ มีเส้นสายที่แสดงความแข็งแรงมากกว่าโฉบเฉี่ยว การที่มีเส้นแข็งแรงมาก มักจะไม่ดึงดูดใจคนมอง เท่าที่ผมได้สังเกต ความดึงดูดใจในภาพนอกของครูซเมื่อพบเห็นครั้งแรก ไม่มากไม่เหมือนตอนคู่แข่งอย่างซีวิคออกใหม่ๆ ไม่มีใครหันมามองซ้ำว่ามันคือรถอะไร แสดงหรือมองอย่างมีความอยากรู้อยากเห็น
แม้ว่ารูปทรงไม่ค่อยดึงดูดใจ แต่ครูซมีสิ่งที่น่าสนใจเสนอมาให้หลายอย่าง เช่น ขนาดตัวถังที่ใหญ่ มีพื้นที่สำหรับโดยสารกว้างขวาง การออกแบบภายในที่สวยงามลงตัว วัสดุที่ใช้เป็นเกรดที่สูง ไม่มีพลาสติกราคาถูก เชฟโรเลต ใช้โครเมียมเงาวับมาให้มากมายหลายจุด
เชฟโรเลตได้จัดกิจกรรมทดสอบรถที่เชียงใหม่ โดยสื่อมวลชนหลายแขนงเพื่อได้มีโอกาสสัมผัสรถใหม่คันนี้ ความหนักแน่นของการขับขี่ยังอยู่ครบ เครื่องยนต์ทรงพลังโดยเฉพาะดีเซล โดดเด่นมากหลายคนบอกว่า มันรอรอบในบางจังหวะ แต่สำหรับผมคิดว่านั่นไม่ใช่การรอรอบแต่น่าจะเป็นเรื่องปกติของดีเซล ขืนให้รอบมาติดเท้าอย่างเบนซินมันจะไม่ปลอดภัยครับ ขนาดรถรอบมาช้าแบบนี้เห็นบางทีก็เอากันไม่อยู่ก็มี เครื่องดีเซลดีที่ความเร็วปานกลางและความเร็วสูงน้ำหนักรถและพวงมาลัยลงตัว เป็นดีเซลที่น่าสนใจมาก ในขณะที่เบนซินมีให้ทดสอบเฉพาะ 1.8 ลิตร พวงมาลัยเบากว่าดีเซลเห็นได้ชัด แน่นอนมันขับได้ง่าย ด้วยน้ำหนักรถรวมที่น้อยกว่า เป็นเครื่องที่ให้กำลังพอตัว อย่างไรก็ตามการควบคุมรถที่ความเร็วสูงๆ ยังต้องเพิ่มทักษะบ้าง เพราะพวงมาลัยน้ำหนักน้อยกว่าดีเซลเยอะ
ครูซให้ออปชั่นมามากมาย ตามมาตรฐานของรถระดับเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัย แต่เสียดายครับน่าจะมีอีกอย่างที่คิดว่าทำไมไม่ใส่มา คือในตัวท็อปน่าจะมีปีกผีเสื้อที่หลังพวงมาลัย ไว้คุมเกียร์ ไหนๆ ให้เต็มก็น่าจะให้มาด้วยเลย
เก๋งคอมแพ็กตัวใหม่ของจีเอ็มเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ของตัวเอง ชอบความทันสมัยและขับรถเป็นพอสมควรจะได้สนุกกับรถได้ ถ้าจะให้ดีเลือกดีเซลถือว่า น่าเล่นมากสุดสำหรับรถดีเซลยุคใหม่ๆ
เปิดขุมพลังครูซ
ดีเซล เทอร์โบ 2.0 ลิตร
เชฟโรเลต ครูซ ในรุ่นท็อปไลน์ หันมาคบกับเครื่องยนต์คอมมอนเรล ดีเซล เทอร์โบแปรผัน VGT เทคโนโลยีหัวฉีด VCDi แรงดันสูงถึง 1,600 บาร์ บล็อก 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ความจุกระบอกสูบ 2.0 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดที่ 320 นิวตันเมตรมาที่ 2,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม DSC (Driver Shift Control) ที่ถูกปรับตั้งอัตราทดเกียร์โอเวอร์ไดรฟ์เพื่อเน้นให้รอบเครื่องยนต์ต่ำ
เบนซิน 1.8 ลิตร
เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร ECOTEC บล็อก 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC ใช้ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ MPI (Multi-point Injection) และระบบวาล์วแปรผันคู่ Double CVC (Double Continuous Variable Cam Phasing) ที่จะทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเปิดปิดของลิ้นไอดีและไอเสียแบบแปรผันให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ โดยทำงานร่วมกับระบบปรับความยาวท่อร่วมไอดีสองระยะ VIM (Variable Intake Manifold) ให้กำลัง 141 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 177 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด DSC (Driver Shift Control) รวมถึงมีเกียร์ธรรมดา 5 สปีดให้เลือกใช้
เบนซิน 1.6 ลิตร
เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร E-TEC II บล็อก 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ MPI (Multi-point Injection) พร้อมระบบปรับระยะทางเดินท่อไอดีแบบแปรผัน VGiS (Variable Geometry Intake System) 109 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที



