ไลฟ์สไตล์

ถอดรหัสชีวิต"ประสูตร แสงสร้อย”นักสู้เพื่อคนตาบอด"บัณฑิตนิติฯ"มสธ.

ถอดรหัสชีวิต"ประสูตร แสงสร้อย”นักสู้เพื่อคนตาบอด"บัณฑิตนิติฯ"มสธ.

21 ม.ค. 2554

“เพราะชีวิตต้องสู้และรู้จักแบ่งปัน” ก่อเกิดเป็นพลังใจสำคัญ เป็นแรงผลักดันให้หนุ่มตาบอดมาตั้งแต่กำเนิดอย่าง นายประสูตร แสงสร้อย หรือ โชค ชายวัย 30 ปี จากเมืองปากน้ำโพ มุมานะ ขยัน และอดทนด้วยความตั้งใจจริง จนประสบความสำเร็จคว้าปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหา

 ย้อนไปในวัยเยาว์ ด.ช.ประสูตร เข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนลาดยาววิทยาคม จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ อยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก เมื่อนึกย้อนไปในครั้งนั้น ประสูตร บอกว่า ยังรู้สึกงงกับตัวเองว่า จบการศึกษาชั้นประถมมาได้อย่างไร ทั้งที่ขาดอุปกรณ์ช่วยเรียน ไม่มีหนังสืออักษรเบรลล์ ไม่มีสื่อซีดีให้ฟัง ไม่มีแม้แต่ครูคอยช่วยเหลือ เวลาทำข้อสอบต้องยกขึ้นมาอ่านใกล้ๆ ดวงตา ซึ่งพอจะมองเห็นลางเลือน ในข้อสอบ 100 ข้อ ทำได้ประมาณ 60 ข้อ ที่เหลืออีก 40 ข้อก็กามั่วไป เพราะอ่านไม่ทัน แต่ผมก็เรียนและสอบผ่านวิชาต่างๆ มาได้”

 หลังจบชั้น ป.6 เขาเปลี่ยนสถานที่เรียน โดยย้ายเข้าสู่เมืองหลวง เพื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพมหานคร ณ สถาบันการศึกษาแห่งนี้ เขาได้รู้จักกับอักษรเบรลล์เป็นครั้งแรก และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยการอ่านอักษรเบรลล์บ้าง ฟังจากสื่อการเรียนการสอนต่างๆ บ้าง กระทั่งสำเร็จการศึกษาชั้น ม.3 ประสูตร ก็ย้ายที่เรียนอีกครั้ง โดยไปเรียนที่โรงเรียนโคราชพิทยาคม จ.นครราชสีมา จนจบชั้น ม.6

 ในปี 2544 เขาเลือกสอบเอนทรานซ์เข้าศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์ เอกปฐมวัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2547 ระหว่างนั้นเขาเลือกที่จะสมัครเข้าเป็นนักศึกษาสาขานิติศาสตร์ มสธ.และเรียนควบคู่ทั้ง 2 สถาบัน ไปพร้อมๆ กัน

 “ตอนเรียนที่ มข. เห็นว่าตัวเองพอที่จะมีเวลา จึงอยากใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และเห็นว่า มสธ.เป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้ดี และระบบการเรียนการสอนของ มสธ. ที่เรียนและสอบในวันเสาร์-อาทิตย์ เหมาะที่ผมจะแบ่งเวลามาเรียนตรงนี้ได้” ประสูตร กล่าวถึงที่มาที่ไปของการคว้าปริญญาตรีใบที่ 2

 ประสูตร ให้เหตุผลที่เลือกเรียนวิชากฎหมายว่า เป็นเพราะกฎหมายไทยยังกำหนดสิทธิ เสรีภาพของคนพิการน้อยมาก กฎหมายไม่มีความเป็นธรรม มีช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้คนตาดีเลือกปฏิบัติต่อคนพิการมาก จึงอยากจะมีโอกาสไปผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.คนพิการหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ

 ซึ่งกว่าจะได้ปริญญาใบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้พิการทางสายตา ประสูตรต้องอาศัยความขยันและใช้ความมานะพยายามมากกว่าคนปกติหลายเท่า เขาเรียนด้วยการใช้เครื่องขยายตัวหนังสือให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และอ่านอัดเสียงตัวเองในส่วนของสาระที่สำคัญ เพื่อฟังทบทวนในภายหลัง และค้นคว้าผ่านอินเทอร์เน็ต โดยใช้โปรแกรมตาทิพย์ รวมถึงฟังจากสื่อซีดี

 แม้มีดีกรีปริญญาตรีจาก มข. แต่ด้านหน้าที่การงาน ประสูติเลือกที่จะขายลอตเตอรี่ควบคู่กับการทำหน้าที่นายกสมาคมคนตาบอด จ.นครสวรรค์ เพื่อคอยช่วยเหลือเพื่อนตาบอดภายในจังหวัดให้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ และประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เขาต้องพักการเรียนที่ มสธ.ไป 2-3 ปี และสถานที่แห่งนี้ทำให้เขาได้พบเจอ รับรู้ปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติของคนพิการมากขึ้น ความตั้งใจเดิมของเขาหวนกลับมาอีกครั้ง มุ่งมั่นจนสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจาก มสธ.สมตั้งใจ

 จากวันนี้ไป ประสูตร บอกว่า เขาจะใช้ความรู้ที่มีช่วยเหลือเพื่อนผู้พิการคนอื่นๆ ให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากคนอื่นๆ ในสังคม เพราะเขาเชื่อว่า การมีใบปริญญาเป็นเสมือนใบเบิกทางให้ก้าวขึ้นสู่จุดที่จะมีบทบาทในการผลักดันสิทธิของผู้พิการ

 “ผมจะพยายามดันตัวเองเข้าสู่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าไปผลักดันสิทธิประโยชน์ของคนพิการ จะใช้ปริญญาเป็นใบเบิกทางในการช่วยเหลือผู้อื่น เพราะการช่วยเหลือคนคนหนึ่งดีกว่าการสร้างโบสถ์ 7 ชั้น” ประสูตรกล่าวด้วยความมุ่งมั่น

 ท้ายที่สุด สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือ การทำให้คนพิการกล้าที่จะก้าวออกจากบ้านมาผจญโลกภายนอก แน่นอนต้องลำบาก ต้องยอมรับว่า สภาพร่างกาย ความจำกัดของร่างกายเลือกเกิดไม่ได้ แต่ถ้าคิดว่าลำบาก ท้อแท้ ตาบอดแล้วไปไหนไม่ได้ ทุกอย่างก็จบ สิ่งดีๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น จะไม่มีวันที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นเราต้องสู้

 “ถ้าเรามีความพยายาม ไม่มีอะไรเลวร้าย อาจได้ดีและไม่ดีบ้าง แต่เมื่อพยายามแล้วอาจจะได้ดีเยี่ยม หรือผิดพลาด แต่ไม่เลวร้าย แต่ถ้าไม่พยายามเลยก็ไม่ประสบความสำเร็จ เหมือนกับคนที่นั่งฝันกับคนทำจริง ถ้ามัวแต่นอนฝันตื่นขึ้นมาไม่ทำอะไรทุกอย่างก็เป็นได้แค่ฝัน แต่ถ้าฝันแล้วตื่นขึ้นมา แล้วลงมือทำ ฝันก็จะเป็นความจริง” ประสูตร ให้กำลังใจ

 นางลูกจันทร์ แสงสร้อย อายุ 58 ปี ผู้เป็นมารดา กล่าวว่า ประสูตรเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่เกเร เชื่อฟังพ่อแม่ ขยัน อดทน มีความมานะพยายาม วัยประถมเขาเรียนร่วมกับเด็กปกติ ไม่มีครูพิเศษช่วยสอน แต่เขาก็จบ ป.6 ด้วยความสามารถของตัวเอง ช่วงเรียนที่ ม.ขอนแก่น ก็ทำงานหาเงินเรียนด้วยตัวเอง ไม่เคยรบกวนทางบ้าน ไม่เคยทำให้แม่เสียใจ มีแต่สิ่งดีๆ มาให้พ่อแม่ได้ชื่นใจเสมอ

 “แม่เลี้ยงลูกด้วยความรัก เอาใจใส่ ดูแล และคอยให้กำลังใจเขาเสมอ สอนให้เขาอดทน เข้มแข็ง รู้จักแบ่งปัน ที่สำคัญให้รักการเรียน พยายามหาความรู้ใส่ตัวให้มากๆ เพราะชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันหนึ่งถ้าไม่มีแม่กับพ่อแล้วลูกจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไร แต่ถ้าลูกมีความรู้ มีใบปริญญาติดตัว ลูกสามารถนำไปใช้เป็นใบเบิกทางประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ วันนี้รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่เห็นความสำเร็จของลูก อยากให้เขานำความรู้ที่ได้ไปช่วยเหลือคนด้อยโอกาสได้มีที่ยืนในสังคมเท่าเทียมกับคนปกติทั่วไปสมดั่งที่เขาตั้งใจ” ผู้เป็นมารดากล่าวด้วยความตื้นตัน

 0 เบญจรัตน์ สินสงวน 0 รายงาน