ไลฟ์สไตล์

สิทธิประชาชน

สิทธิประชาชน

06 ม.ค. 2554

ในช่วงปีที่ผ่านมา และที่ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2554 มีสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ประชาชนควรจะได้รับเกิดขึ้นหลายอย่างจากหลายหน่วยงานที่เป็นงานบริการ หรือต้องดูแลประชาชนทั่วไป

 ที่ฮือฮากันมากๆ ส่งท้ายปีคงหนีไม่พ้นเรื่องค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ที่มีหลายคนอยากใช้เบอร์เดิม แต่ขอเปลี่ยนค่าย หรือ เครือข่ายที่ตัวเองอยากได้ หรือต้องการจะใช้ จึงมีเสียงเรียกร้องว่าอยากเปลี่ยนค่าย แต่คงใช้เบอร์เดิมในสิ่งที่ต้องการ
 มีเสียงเรียกร้องค่อนข้างยาวนาน กว่าจะมีเสียงตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 โดยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช. มีมติปรับอัตราขั้นสูงของค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหม่ จากเดิมนาทีละ 3 บาท ปรับเป็นนาทีละ 99 สตางค์ และอัตราขั้นต่ำนาทีละ 51 สตางค์ โดยให้มีผลตั้งแต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจาก กทช. ส่วนสาเหตุที่ กทช.พิจารณาปรับลดค่าบริการขั้นสูงใหม่นั้น เนื่องจากปัจจุบันอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในอัตราไม่เกินนาทีละ 1 บาท ทั้งยังมีการพิจารณาต้นทุนต่างๆ ของผู้ให้บริการซึ่งพบว่าต้นทุนลดลง ดังนั้นจึงควรปรับลดอัตราค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ขั้นสูงได้
 แต่ในเรื่องนี้ เมื่อสอบถามไปยังระบบมือถือ ได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จากข่าว กทช. กำหนดค่าโทรไม่เกิน 99 สตางค์ต่อนาที ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ หากมีการกำหนดค่าใช้บริการดังกล่าวแล้ว แต่ละเครือข่ายจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
 ส่วนเรื่องของการใช้เบอร์เดิม แต่ประชาชนสามารถเลือกค่ายที่ตัวเองต้องการได้ หลังสอบถามไปตามค่ายต่างๆ ได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวอีกเช่นกันว่า ใช้หลักการเดียวกัน คือ ย้ายค่ายมือถือ กทช. ประกาศค่าโทรไม่เกิน 99 สตางค์ ผู้ที่อยากจะเปลี่ยนค่ายมือถือ แต่ใช้เบอร์เดิม จะย้ายไปค่ายไหนให้ไปติดต่อสำนักงานบริการของค่ายนั้น และสอบถามวิธีการโอนย้ายเลขหมายได้ที่คอลเซ็นเตอร์ของค่ายที่ต้องการโอนย้าย
 ในเรื่องนี้ค่ายดีแทคให้ข้อมูลว่า ดีแทคสามารถดำเนินการได้ไม่เกิน 200 หมายเลขต่อวัน
 เครือข่ายดีแทค "ย้ายเข้า" ติดต่อที่ สำนักงานบริการดีแทค 10 แห่ง คือ 1.จามจุรี 2.เซ็นทรัลปิ่นเกล้า 3.ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 4.แฟชั่นไอส์แลนด์ 5.สยามพารากอน 6.หาดใหญ่ 7.ขอนแก่น 8.นครราชสีมา 9.ชลบุรี 10.เชียงใหม่ 
 ส่วนอีกเรื่องที่ประชาชนรอฟังอย่างต่อเนื่องว่าจะมีอะไรมาบริการหรือให้แก่ประชาชนบ้าง ก็คงเป็นหน่วยงานของประกันสังคม ถูกหักเงินจากเงินเดือนทุกเดือน แต่สิทธิ์ที่ประชาชนควรจะได้นั้นมีอะไรเพิ่มมากน้อยแค่ไหน...
 ก่อนสิ้นปีสำนักงานประกันสังคมประกาศนโยบายชัดเจน สำหรับปี 2554 ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 กับหลักประกันที่มั่นคงของชีวิต ให้นโยบายว่าต้องการก้าวสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศที่มุ่งสร้างหลักประกันสังคมของประเทศอย่างสมดุล มั่นคง ยั่งยืน และมีธรรมาภิบาล เป็นวิสัยทัศน์ (วิชั่น) ที่สำคัญของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งรูปธรรมจากวิสัยทัศน์ดังกล่าว ยืนยันได้จากการดำเนินงานที่อยู่เคียงข้างผู้ประกันตนมากกว่า 20 ปีแล้ว
 ก้าวแรกของการประกันสังคมในประเทศไทย เริ่มจากการที่มีกองทุนเงินทดแทนที่ให้หลักประกันแก่ลูกจ้างกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากการทำงาน ทั้งนี้ กองทุนเงินทดแทนเกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2515 ภายใต้การบริหารของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน กรมแรงงาน ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 โดยในปีแรกของการให้ความคุ้มครองจะครอบคลุมเฉพาะสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 20 คนขึ้นไป ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ แล้วจึงค่อยๆ ขยายความคุ้มครองออกไปจนครบทุกจังหวัดทั่วประเทศในวันที่ 1 กรกฎาคม 2531 จนกระทั่งมีการผลักดันพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2533 เป็นต้นมา
 ปัจจุบันสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครองมีด้วยกัน 7 กรณี คือ
 1.กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
 2.กรณีคลอดบุตร
 3.กรณีทุพพลภาพ
 4.กรณีเสียชีวิต
 5.กรณีสงเคราะห์บุตร
 6.กรณีชราภาพ
 7.กรณีว่างงาน
 โดยในปี 2554 นี้ จะเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ อีกมากมาย และขยายความคุ้มครองไปสู่แรงงานให้มากขึ้นด้วย รวมทั้งจะเป็นปีที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 ของการบริการ ซึ่งยังคงมุ่งมั่น สร้างสรรค์ หลักประกันของชีวิตต่อไป ด้วยจิตสำนึกในการให้บริการ การทำงานร่วมกันสู่ความสำเร็จ โดยมีเป้าหมายสูงสุดของการทำงานคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ประกันตน
 แต่ที่เห็นผลแล้วก่อนสิ้นปีคือ แรงงานนอกระบบ ประเภทแรงงานต่างด้าว ที่ได้รับสิทธิจากประกันสังคมแล้ว โดยที่ สปส.ได้ออกมาแจงหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน และการให้ความคุ้มครอง ลูกจ้างแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว กัมพูชา และพม่า ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ เข้ามาทำงานถูกกฎหมาย ต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน พร้อมทั้งจ่ายเงินสมทบ รับสิทธิประโยชน์ ๗ กรณี โดยที่นายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว กัมพูชา และพม่า ที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ต้องผ่านการพิสูจน์สัญชาติและมีเอกสารใบอนุญาตทำงาน (เวิร์กเพอร์มิต) หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) หรือเอกสารแสดงตัวแทนหนังสือเดินทาง แจ้งขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างได้รับหลักฐานเอกสารครบถ้วน
 โดยจะยกเว้นไม่ขึ้นทะเบียนกรณีเป็นลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย
 กรณีลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจร หรือเป็นไปตามฤดูกาล กรณีลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งงานที่ลูกจ้างทำนั้นมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย กรณีเป็นลูกจ้างของนายจ้าง ซึ่งประกอบการค้าเร่ หรือการค้าแผงลอย กรณีเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
 สำหรับอัตราการนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม กำหนดให้ผู้ประกันตนต้องนำส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 5 จากค่าจ้างรายเดือน ซึ่งค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตน กำหนดเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท
 โดยจะได้รับความคุ้มครองใน 7 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน