
ภัยผู้สูงอายุจากการหกล้ม
อุบัติการณ์การหกล้มเพิ่มขึ้นตามอายุ คาดว่าในอีก 50 ปีข้างหน้าจำนวน ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจากการหกล้ม จะเพิ่มขึ้น 4 เท่า จาก 1.7 ล้านเป็น 4.5 ล้านคนทั่วโลก
ประมาณ 1 ใน 3 ของคนอายุเกิน 65 ปี จะหกล้มทุกปี ครึ่งหนึ่งของคนที่ล้มจะล้มซ้ำอีก และ 1 ใน 10 ที่ล้มจะเกิดการบาดเจ็บที่รุนแรง เช่น กระดูกหัก บาดเจ็บตามแขนขา และบาดเจ็บในสมอง
ช่วงอายุที่เกิดอุบัติการณ์ของกระดูกหักบ่อยที่สุดคือ ระหว่าง 65-75 ปี ผลกระทบจากอุบัติเหตุจากการหกล้ม เมื่อเกิดกระดูกหักแล้วก็จะเกิดปัญหาตามมา คือ ความเจ็บปวด เดินไม่ได้ ทำให้ต้องได้รับการผ่าตัด หากไม่ได้รับการผ่าตัด ก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ นอนบนเตียง เดินด้วยไม้เท้า นั่งรถเข็น การเกิดแผลกดทับ การติดเชื้อ
ผู้ที่ควรระวังต่อภาวะกระดูกหัก
1.ผู้หญิงที่มีรูปร่างผอมบาง ผู้สูงอายุ
2.ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ใช้ฮอร์โมนทดแทน
3.ผู้ที่นั่งทำงานนั่งโต๊ะ โดยไม่ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ
4.ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำ
5.ผู้ที่ขาดสารอาหารจากการเลือกอาหาร และไม่ทราบคุณค่าของสารอาหาร
6.ผู้ที่เคร่งศาสนา เลือกบริโภคเฉพาะอย่าง และน้อยเกินไป
7.ผู้ที่มีมารดาเคยมีประวัติการเกิดกระดูกสะโพกหัก หรือกระดูกพรุน
8.ผู้ที่เป็นโรคทางอายุรกรรม เช่น เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต ไทรอยด์ เป็นต้น
9.ผู้ที่ใช้ยากันชัก ยาแก้เศร้า ยากล่อมประสาท ยาลูกกลอน เป็นต้น
10.ผู้ที่เดินหรือยืนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน เช่น ผู้ป่วยระยะพักฟื้น
11.ผู้ที่ไม่สามารถลุกจากเก้าอี้ด้วยตัวเอง หรือผู้พิการทางร่างกาย
12.ผู้ที่เคยมีประวัติการเกิดกระดูกหัก ตั้งแต่อายุ 50 ปี
13.ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี และอายุที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ปี
การป้องกันการหกล้ม
1.ตรวจสอบโรคทางอายุรกรรมที่อาจพบร่วม หรือซ่อนเร้น เช่น โรคไต เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นต้น เพื่อการป้องกันการเกิดโรคต่างๆ จากการอุดตันของหลอดเลือดส่วนปลาย และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
2.ตรวจสอบวัดสายตา แก้ไขต้อกระจก ต้อหิน
3.ตรวจสอบระบบปรับความรูสึกและสัมผัสที่มีผลต่อการทรงตัว เนื่องจากความผิดปกติภายใน หู สมองขาดเลือด และภาวะอื่นๆ
4.จัดการสิ่งแวดล้อมในบ้าน โดยเฉพาะทางเดินประจำและห้องน้ำ
5.บริการกล้ามเนื้อของร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแขนขา สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น มักจะมีกระดูกบาง กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรง
ในคนสูงอายุแนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อแขน ขา แผ่นหลังวันละ 6-8 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 100-200 ครั้ง โดยต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน คือ เพื่อให้ทำกิจวัตรประจำวันได้ ทำกิจกรรมภายในบ้านได้ ลดการพึ่งพาให้มากที่สุด
ประโยชน์ของการบริหารกล้าม
1.ช่วยการทรงตัวจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
2.กระดูกแข็งแรง
3.ข้อต่อไม่ติดขัด
4.ลดจำนวนยาของผู้ป่วยสูงอายุ เช่น ยาหัวใจ ยากระดูก ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้
5.รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ นม ผัก ผลไม้ โปรตีน หลีกเลี่ยงของหวาน ของมัน และของเค็มทุกชนิด เพื่อลดน้ำหนักตัว
6.บันทึกกลไกการหกล้มในผู้ป่วยที่อายุเกิน 65 ปี ทุกรายเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ซ้ำ
นพ.ธวัช ประสาทฤทธา
โรงพยาบาลไทยนครินทร์
โทร.0-2361-2800



