ไลฟ์สไตล์

หัวใจเศรษฐี (จบ)
เงินคือปัจจัย ไม่ใช่เป้าหมาย

หัวใจเศรษฐี (จบ) เงินคือปัจจัย ไม่ใช่เป้าหมาย

19 ม.ค. 2554

บริโภคนิยมก็คือ ท่าทีเชื่อมั่นกันว่า การบริโภคสูงสุดก็จะทำให้มีความสุขสูงที่สุด ความสุขขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริโภคปัจจัยสี่ หรือสิ่งอำนวยกิเลสบรรดามีทั้งหมดเท่าที่มนุษย์จะผลิตขึ้นมาเสนอและสนองกันได้

  เห็นหรือยังว่าโลกภายใต้ทุนนิยม วัตถุนิยม และบริโภคนิยม ซึ่งเป็นอิทธิพลของโลภาภิวัตน์ ทุนธนาภิวัตน์ หรือกล่าวอย่างสั้นที่สุด อวิชชาภิวัตน์ การครอบงำโลกของอวิชชา ทำไห้มนุษย์เบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนครอบครัว เบียดเบียนสังคม เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เบียดเบียนโลก ลดทอนศักยภาพของความเป็นมนุษย์ให้ต่ำลงอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน กระทั่งโลกเข้าสู่กลียุคเกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร แย่งชิงอำนาจ ซ้ำยังมากด้วยวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติพลังงาน  วิกฤติอาหารเยอะแยะมากมาย เพราะอะไร เพราะว่าชาวโลกในทุกวันนี้ไม่รู้จักเปลี่ยนเงินเป็นบุญ  เปลี่ยนทุนเป็นธรรม ไม่รู้จักว่านอกจากเงินแล้วยังมีสิ่งที่สูงกว่าเงินขึ้นไป นั่นก็คือ ชีวิตที่ดีเพราะมีคุณภาพชีวิต และชีวิตที่ดีเพราะมีความเข้าใจต่อโลกและชีวิตอย่างถ่องแท้  

 ชีวิตที่ดีอย่างพื้นฐานก็คือ การมีคุณภาพชีวิต เพราะรู้จักเปลี่ยนเงินให้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต ชีวิตที่ดีตามความหมายอย่างสูงก็คือ ชีวิตที่ได้ลิ้มรสมรรคผลนิพพาน ใครก็ตามเดินตรงตามพระพุทธองค์ไปแล้ว ได้ค้นพบสิ่งที่สูงกว่าเงิน คือมรรคผลนิพพาน คนคนนั้นจะเห็นเงินเป็นเพียงปัจจัย ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต พุทธศาสนาถือว่าเงินคือปัจจัย แต่คนไทยและชาวโลกในเวลานี้ถือว่า เงินคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ดังนั้นเราจึงทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเงิน แม้กระทั่งเราจะสูญเสียการอยู่ในประเทศร่วมกันอย่างสันติ เราก็ยอม

  เห็นหรือยังว่าค่านิยมวิปริตอย่างนี้แผ่คลุมโลกนี้ทั้งโลกแล้ว ดังนั้นเราทั้งหลาย ซึ่งวันนี้โดยมากเป็นมหาวาณิช และบัดนี้ได้ยกฐานะตัวเองขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐี ส่วนคุณโยมผู้หญิงก็เรียกว่าเป็น มหาเศรษฐินี เพราะเรารู้วิธีที่จะเปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม นี่คือวิธีการที่ถูกต้องที่เราจะปฏิสัมพันธ์กับเงิน นั่นก็คือเมื่อมีเงิน จงรู้จักเปลี่ยนเป็นบุญ เมื่อมีทุน จงรู้จักเปลี่ยนเป็นธรรม เมื่อมีโอกาสเป็นมหาวาณิช ควรเลื่อนตัวเองขึ้นไปอีกเป็นมหาเศรษฐี และเมื่อมีเงินมีทองมากมายมหาศาล หลายแสนหลายล้านบาท ก็ไม่ควรจะยุติอยู่แค่นั้น แต่ควรจะบอกตัวเองว่า เงินคือปัจจัย ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต เพราะโลกนี้ยังคงมีสิ่งที่สูงกว่าเงิน นั่นคือ ชีวิตดีงาม ชีวิตที่เลิศล้ำเพราะอบร่ำด้วยมรรคผล นิพพาน คือการเดินอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง การมีชีวิตที่อิ่มเต็มด้วยความสุขที่เกิดจากความดีงาม และการมีชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์เพราะถอดถอนความเห็นแก่ตัวได้อย่างหมดจดสิ้นเชิง

 ในทางพุทธศาสนา ท่านถือว่าสาระของเงินอยู่ที่การให้ สาระของชีวิตอยู่ที่การเข้าถึงแก่นสารของสัจธรรม เงินตามนัยของพุทธธรรม ควรถูกใช้เป็นปัจจัย ซึ่งเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตให้มีวัตถุพรั่งพร้อม เมื่อมีเงินมากพอจนก่อเกิดภาวะกินอิ่มนอนอุ่นแล้ว ก็ควรวางใจในการหาเงินแค่นั้น ไม่มัวหาเงินเพลินจนลืมไปว่ามนุษย์ยังมีศักยภาพด้านอื่นอีกมากมายรอให้พบและพัฒนา   

 แต่นั้นไปจึงใช้ชีวิตมุ่งไปสู่การหาธรรมมาค้ำจุนชีวิตด้านใน ให้เบิกบาน สันติ มีความสุข และอิสระ เมื่อชีวิตส่วนตนทั้งด้านนอก (กาย+เงิน) ด้านใน (ใจ+ธรรม) สมบูรณ์แล้ว ก็ควรอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติด้วยการใช้เงินนั้นเอง เป็นเครื่องมือบำเพ็ญกุศลสาธารณ์เหมือนอย่างที่อนาถปิณฑิก มหาเศรษฐี ร็อคกี้ เฟลเลอร์ คาร์เนกี อัลเฟรด โนเบล และบิล เกตส์ ทำให้ดูเป็นอุทาหรณ์ 

 กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เงินต้องเป็นปัจจัย ไม่ใช่เป้าหมาย เงินต้องถูกเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ภาระของชีวิต เงินต้องเป็นเครื่องมือของธรรม ไม่ใช่เครื่องมือของอธรรม หากเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือของอธรรมเมื่อไหร่ เมื่อนั้นโลกจะถึงการณ์กลียุควุ่นวายโกลาหล และมนุษย์ที่ไม่รู้จักใช้เงินให้เป็นเครื่องมือของธรรม ก็ถือว่าเป็นมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการทางปัญญาอยู่ในขั้นต่ำดึกดำบรรพ์ ตามคติพุทธ เงินต้องถูกเปลี่ยนเป็นบุญ (ความดี) ทุนต้องถูกเปลี่ยนเป็นธรรม (ประโยชน์สุขของมหาชน) จึงจะเป็นระบบปฏิสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างคนกับเงิน

"ว.วชิรเมธี"