
จุ่มน้ำหมึก 20 ปี มิตรภาพมั่นยืนโขงสองฝั่ง นักเขียนไทย - ลาว (จบ)
การเดินทางเราล่าช้าไปหน่อย เพราะว่าจะออกจากหนองคายได้ก็กินบ่ายเวลาไปเกือบบ่ายสองโมงเข้าแล้ว ฉะนั้นสถานที่ตามกำหนดการจึงไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง 100% นัก เมื่อเสร็จจาก พระธาตุหลวงจึงได้แค่แวะ ประตูชัย เพียงชั่วครู่ ระหว่างรอท่านโอทอง คำอินซู หรือ ฮุ่งอรุณ
แดนวิไล จะนำทางคณะเราไปยังสวนไผ่พันกอ ซึ่งออกจากนอกเมืองราวๆ 27 กิโลเมตรเห็นจะได้และต้องข้ามน้ำงึมก่อนถึงสถานที่กินพาแลงของวันนี้
เมื่อถึง สวนไผ่พันกอ เป็นเวลาย่ำเย็นแสงแดดเริม่อัสดงมองเห็นลำน้ำงึมทอดตัวอย่างสงบเงียบอย่างเรียบง่าย เฮือนไม้สองหลังถูกตกแต่งให้เป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าทอพื้นถิ่นในนาม “หอแถนแต่ง” สถาปัตยกรรมล้านช้างอันสงบงาม และไม่ไกลกันนักมี ห้องสมุดมหาสีลา วีระวง ปราชญ์คนสำคัญด้านวรรณคดีของ ส.ป.ป.ลาว และ สถานที่แห่งนี้เคยได้ต้อนรับคณะนักเขียนไทยหลายท่านไม่ว่าจะเป็น คำสิงห์ ศรีนอก, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, ศรีดาวเรือง, ส.ศิวลักษณ์, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ หรือล่าสุด เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ชูเกียรติ ฉาไธสง, ป่อง ต้นกล้า, พิบูลศักดิ์ ละครพล เมื่อ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา
เจ้าของบ้าน ดวงเดือน บุนยาวง เตรียมสำรับข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างแจ่วรสแซบไว้ฮับต้อนพี่น้องจากฝั่งไทยร่วมย้อนหลังเรื่องราวที่ ตาดโตน ชัยภูมิ เมื่อ 20 ปีที่แล้วที่เริ่มเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนสองฝั่งโขงก่อนจะมี สมาคมนักประพันธ์ ส.ป.ป.ลาว
นอกจากนี้ยังอ้ายน้องนักเขียน ส.ป.ป.ลาว มาร่วมวงสนทนาหลายท่าน นำโดย ผิวลาวัน หลวงวันนา รักษาการประธานสมาคมนักนักประพันธ์ ส.ป.ป.ลาว และคณะของ บุนทะนอง ซมไซผน, ดาวเวียง บุดนาโค, แสงพูไซย มาสมทบ
ในวงโสเลเสวนาก่อนจะเริ่มกินพาแลง สมคิด สิงสง เจ้าของเพลง คนกับควาย ในฐานะ ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน คนแรก นั้นได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนไทย โดยเฉพาะ สโมสรนักเขียนภาคอีสาน กับ สมาคมนักประพันธ์ ส.ป.ป.ลาว ที่เริ่มต้นความสัมพันธ์กันเมื่อ 5-10 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2533 ที่อุทยานแห่งชาติตาดโตนจังหวัดชัยภูมิในนามการสัมมนาวรรณกรรมสองฝั่งโขง จากวันนั้นถึงวันนี้ 20 ปีพอดี
นักเขียนจากฝั่งลาว 9 ชีวิตมาเยี่ยมยาม ตามรายชื่อและตำแหน่งในขณะนั้น โสมสี เดชากำพู (ส. เดชา) ที่ปรึกษากระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม สุวันทอน บุบผานุวง (ส. บุบผานุวง, ซายโซโปน) ประธานคณะเตรียมการก่อตั้งสมาคมนักประพันธ์ลาว ดร.ทองคำ อ่อนมะนีสอน หัวหน้ากรมวรรณคดีและวัฒนธรรมมหาชน กระทรวงแถลงข่าวฯ ต่อมาเป็นประธานสมาคมนักประพันลาว (สปล.) คนแรก, สมสุก สุกสะหวัด, ผิวลาวัน ทิดาจัน, นิติ ไชยะแสง, ไชสุวัน แพงพง นามปากกา แพอีโป้, ดาวเวียง บุดนาโค, บุนทะนอง ชมไชผน
เมื่อบรรยายยามเย็นความเหน็บหนาวเริ่มมาเยือนแต่ยังอบอุ่นด้วยญาติน้ำหมึกที่โสเลกันได้ที่บรรยากาศของอ่านบทกวีร้องรำทำเพลงโต้กลอนสดกันอย่างสนุกสนาน สลับกันอ่านบทกวีคนที่สร้างสีสันให้ค่ำคืนนี้คงหนีม่พ้น วีระ สุดสังข์ หรือ ฟอน ฝ้าฟาง กับ ดาวเดียว บุดนาโค เสมือนเกลอฮักต่างแดนแฝดต่างฝา ขณะที่ โชคชัย บัณฑิต’ กวีซีไรต์ เขียนกลอนสดอ่านเดี๋ยวนั้นบอกถึงเหตุการณ์อดีตย้อนถึงปัจจุบัน ณ วันนั้นของญาติน้ำหมึกไทย-ลาว อย่างฮัแพงแบ่งปัน รวมทั้ง สมคิด สิงสง นำกาสรคำฉันท์ ขึ้นมาอ่านอย่างจับใจโดยมี บุนทะนอง ชมไวผน ดีดกีตาร์ประกอบการอ่านบทกวี จนถึงเวลาสมควรก่อนจะแยกกันกลับและคณะนักเขียนไทยต้องเดินทางกลับเข้าเมืองเพื่อไปค้างแรมที่ บ้านพักนักกีฬาซีเกมส์ ภายใน มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (ดงโดก)
เมื่อเข้าที่พักไม่ไกลกันนักเป็นบ้านและร้านอาหารของ ทองใบ โพทิสาน กวีซีไรตืคนที่ 9 ของ ส.ป.ป.ลาว ผู้ประสานเรื่องที่พักให้แก่คณะเรา อดีตนั้นท่านทองใบ รั้งตำแหน่งเป็น บรรณาธิการนิตยสารวันสิน ของ กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันตำรงตำแหน่งเป็น รองหัวหน้าห้องกลางหรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า รองปลัดกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม นั่นแหละครับ
บ้านหลังนี้มีเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวมีลักษณะเป็นทั้งระเบียงอาหารห้องภาพและตู้หนังสือใช้ชื่อว่า “งัวและเกวียน” ตั้งตามชื่อบทกวีเพื่ออนุสรณ์รำลึกรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี ส.ป.ป.ลาว ปี ค.ศ. 2004 ขณะเดียวกันก็เปิดเป็นร้านอาหารชื่อว่า “บ้านแสนฮัก” อาหรอร่อยทำธุระกิจแบบครอบครัวมีลูกชายร้องเพลงโฟล์กซองส่วนแม่บ้านและลูกสาวคนโตเป็นคนครัวเอง เมนูอร่อยต้อง ต้มไก่และน้ำแจ่วแซบหลายโดยเฉพาะกาแฟลาวผสมน้ำผึ้งหลายคนติดใจเลยทีเดียวครับ
ค่ำดึกที่บ้านแสนฮัก ซึ่งปกติวันอาทิตยืจะปิดร้านแต่วันนี้พิเศษเปิดไว้ดึกสักหน่อยเพื่อรอคณะนักเขียนจากฝั่งไทย หลายคนที่ยังไม่เหนื่อยกับการเดินทางไม่ว่าจะเป็นหัวขบวน ทองแถม นาถจำนง, ปราโมทย์ ในจิต ,สมคิด สิงสง ,วีระ สุดสังข์, จรูญพร ปรปักษ์ประลัย,พินิจ นิลรัตน์ และมหา สุรารินทร์และมีนักเขียนจาก สปป.ลาว ตามมาสมทบอีกหลายท่าน ขณะที่ บุนทะนอง ชมไชผน และ ดาวเวียง บุนนาโคยังอยู่กับเราจนค่อนดึกร้องเพลงกันไปหลายเพลงเลยทีเดียว
อากาศกำลังเย็นลมหนาวต่างกับกรุงเทพเยอะครับ รุ่งเช้าเราต้องมาทานมื้อเช้าที่นี้ปั้นข้าวเหนียวกินกับแจ่วเนื้อปิ้งต้มไก่ไล่เลือดด้วยเหล้าพื้นเมืองมาจากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ทางตอนนี้ได้รสชาดดีแท้
หลังจากอิ่มสำรับมือเช้าที่บ้านแสนฮักร่ำลาเจ้าของเฮือนก่อนเดินทางไปชมโบราณสถานและไปเลือกซื้อสินค้าที่ตลาดเช้าซึ่งกำลังก่อสร้างเป็นศูนย์การค้าที่ใหญที่สุดในนครหลวงเวียงจัน ก่อนจะเดินทางกลับฝั่งไทยในช่วงเที่ยงของวันที่ 10 มการคม กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ก็ค่ำมืดพอดี
ระหว่างที่เดินทาข้ามฝั่ง สมคิด สิงสง ร้องเพลงที่ พระไม้ หรือ อ.ประยูร ลาแสง แต่งไว้เมื่อเริ่มสานสัมพันธ์กับนักเขียน สปป.ลาวเมื่อ 20 ปีว่า
แม่น้ำโขงมิอาจขวางกั้น ความสัมพันธ์มิอาจขวางได้
กำแพงเบอร์ลินยังพังทลาย เพราะหัวใจของเราเสรีฯ
โครงการสัมมนาวิชาการแบ่งปันความรู้ ร่องรอยกาลเวลา : ร่วมรู้พื้นถิ่นสุวรรณภูมิ 450 ปี พระนครเวียงจันทน์ สายสัมพันธ์บ่กั้นขวาง สยาม-ลาว-ไทย ครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในวงวิชาการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยการริเริ่มของสถาบันและองค์กรต่างๆ เพื่อขยายพรมแดนความรู้ และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษา ให้เป็นการศึกษาทางเลือกแบบตลาดวิชาที่เน้นการ “สั่งสมความรู้” มากกว่าการ “สั่งสอน” ก่อเกิดเป็นสังคมอุดมปัญญา
ที่สำคัญคือเรียนรู้เพื่อนบ้านอุษาคเนย์ด้วยมิตรภาพที่มั่นยืนระหว่างมิตรน้ำหมึกถึงญาติน้ำหมึก
เรื่อง : นายสะพาน ทางเชื่อม
ภาพ : ศรีชลาลัย ณ ลำโขง



