ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-วันสิ้นปี

เล่นหูเล่นตา-วันสิ้นปี

17 ม.ค. 2554

“ท็อป แกอยู่ไหนคืนนี้”

 “อยู่ที่บ้าน ว่าจะสวดมนต์ข้ามคืน”

 “งั้นคืนนี้ฉันไปหาแกนะ รอด้วยอย่าเพิ่งสวดมนต์ เดี๋ยวฉันเข้าบ้านแกไม่ได้…ร้อน!”

 ก่อนจะถึงเวลานั้น คนทั้งครอบครัวของฉันก็ไปนั่งอยู่ในร้านตั้งใจอยู่ เยาวราช (มาครั้งที่ 800) ตอนทุ่มครึ่ง…ส่วนฉันยังเดินซื้อของกับนุชนาฎและสีเกดที่เซ็นทรัล ชิดลมอยู่อย่างคนไม่สนวันเวลา จนพี่สาวและน้องชายผลัดกันโทรมาตาม

 “เออๆ กินกันไปก่อนจะเสร็จแล้ว ต้องรีบซื้อก่อนเข้าปีใหม่ รอมาปีหนึ่งแล้วกว่าของที่อยากได้จะลดราคา…"

 ฉันคุยไปพร้อมกับเลือกจานสวยขอบสีฟ้าลายดอกไม้ที่จับวาง…จับวางอยู่ไม่รู้กี่หน แต่ก็ไม่เคยตัดสินใจซื้อสักที จนตอนนี้เอาสติกเกอร์ไปใช้ลด 30% ได้ ก็เลยซื้อเสียเลย หยิบดูจนครบ 12 ใบ รอพนักงานบรรจุหีบห่อแล้วจ่ายเงิน อุ้มขึ้นรถไปเดินยิ้มไปตลอดทาง

 “เห็นมั้ย มันจะเป็นของพี่ มันก็เป็นของพี่วันยังค่ำ”

 “จาน หรือ ผู้ชาย!” นุชนาฎถามไม่มองหน้า ฉันค้อนไป 4 วง

 “ราคามันก็ไม่แพง รออยู่ได้ตั้งปีกว่าจะซื้อ ทีซื้อของกินที่บ้านเป็นหมื่น ไม่เคยยั้ง…” เสียงสีเกดค่อนขอดตามหลัง เฮ้อ! ฉันเกลียดลูกน้องของฉันตอนที่มันรู้จักฉันมากกว่าตัวฉันเองเสียอีกนี่แหละ

 “นุชนาฎ ได้อะไรมา” ฉันถาม

 “เสื้อยืดให้อาโซ้ยเจ็ก ก็ซื้อให้ทุกปีแหละพี่” นุชนาฎถือถุงเสื้อแล้วแยกจากฉันกับสีเกดไปบ้านอาม่า มันเป็นของมันแบบนี้ทุกปี ต้องไปกินข้าวกับอาม่าและญาติๆ ที่บ้านอาเจ็ก อาหารก็ซ้ำซากพอๆ กับเครื่องไหว้เจ้าที่ซ้ำกันทุกปีและทุกที หมูสะเต๊ะ พิซซ่า ไก่ย่าง แล้วจบลงด้วยการจับสลากแค่นั้นก็มีความสุขแล้ว…

 ฉันกับสีเกดไปถึงร้านตั้งใจอยู่ตอน 2 ทุ่มกว่า ถึงตอนนั้นคนทั้งบ้านฉันก็มีสภาพเดียวกัน “นั่งผึ่งพุง”…ฉันเดินเข้าไปกอดและหอมแก้มแม่กับเตี่ย แล้วสั่งอาหารมาเพิ่มอีก 2-3 อย่าง ไม่ให้ซ้ำกับสิ่งที่เหลือบนโต๊ะ (เหลือแต่จาน) อาหารที่พวกเราสั่งกันทั้งบ้านก็เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ ปลาดิบจีน แพะเย็น ขาห่านอบบะหมี่ ข้าวผัดปู ปูผัดพริกกระเทียม ปลาบู่นึ่งซีอิ๊ว ปลาเก๋าหม้อไฟ หมูหัน แล้วจบลงด้วยเผือกหิมะ ว่าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับนุชนาฎนักหรอก…ซ้ำซากเหมือนกัน…คนที่บ้านฉันสุขกับความคุ้นเคย… 

 พอส่งคนที่บ้านขึ้นรถ ฉันกับสีเกดก็แวะซื้อเชอร์รี่ไปฝากท็อปที่บ้าน

 “สวัสดีจ้า…”

 ท็อปหอมแก้มและกอดฉันเหมือนทุกครั้ง ทำราวกับว่า ฉันเป็นลูกอีกคนของเธอ พี่อู๋สามีท็อป เดินมาสมทบ ตามด้วย แก็งค์ (ลูกคนที่สองของท็อป) กับเพื่อนที่มาค้างบ้านในวันสิ้นปี เด็กๆ เล่นปืนกลพลาสติกที่ยิงลูกกระสุนพลาสติกได้เป็นชุด นุชนาฎไปขอเล่นด้วยกับเด็กๆ สีเกด ฉัน กับ ท็อป นั่งคุยกัน แล้วท็อปก็พาเยี่ยมชมห้องพระที่ทำใหม่ ผนังกรุด้วยกระเบื้องลายนูนปิดทอง เหลืองอร่ามทั้ง 4 ด้านราวกับวัดพม่าหรือลาว (ทำให้ฉันร้อนขึ้นมาเฉยๆ) พระพุทธรูปงดงามตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่บูชาอย่างเป็นระเบียบ สิ่งของแต่ละชิ้นมาจากต่างที่ต่างทางตามประสาคนชอบท่องเที่ยวและแต่งบ้าน

 “คืนนี้ฉันจะสวดมนต์ข้ามคืน…นี่ป้าเป้ย (แม่บ้าน) ก็ออกไปสวดมนต์ที่วัดใกล้ๆ เดี๋ยวคงกลับ…”

 ปกติท็อปจะไปวิปัสสนาหลายวันที่สถานปฏิบัติธรรม ครั้งนี้จึงแปลกกว่าเคย…นางอยู่บ้านในช่วงเทศกาลที่ผู้คนฮาเฮกัน พี่ก้องอยู่อังกฤษ (ไฮโซ) คนอื่นๆ ทำงานอีเวนท์ จึงเหลือแต่นางคนเดียว ส่วนฉันนี่คือครั้งแรกในรอบ 23 ปี ที่ได้หยุดวันที่ 31 ธันวาคม ได้กินข้าวกับครอบครัว ได้เดินช็อปปิ้งในห้าง ได้มาหาเพื่อนรักของฉัน…ฉันมองหน้าเพื่อนนึกภาพตอนเธอนั่งสมาธิในห้องพระ จะดูเป็นแม่หมอ หมอผีที่ทำมูเตรู ทำเสน่ห์ยาแฝดมากกว่า เพราะเธอรักการสวมสร้อยสังวาลย์ ปะวะหล่ำกำไลและตุ้มหูเป็นชีวิตจิตใจคล้ายนางเอกลิเกเข้าไปทุกที แต่ระยะหลังต้องเพลาๆ ลงไปเพราะเป็นพรีเซ็นเตอร์สถาบันลดหุ่น ทุกวันนี้นางหุ่นระหงเพรียวงามขายาว ถ้าขืนแต่งอย่างที่ชอบคนจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพรีเซ็นเตอร์พระเครื่อง

 ท็อปพาฉันเดินคุยในสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้งามนานาพันธุ์เขียวขจีและชุ่มชื้น บวกกับอากาศเย็นลงจนฉันรู้สึกเหมือนอยู่ภาคเหนือ พี่อู๋เดินคุยโทรศัพท์สวนกับพวกเรา เขาโทรอวยพรเพื่อนคนแล้วคนเล่า เหมือนไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับพวกเรา

 “ท็อป…อากาศที่นี่หนาวเนอะ ดูสิ…ผัวแกฟันออกปากเลย”

 ท็อปหัวเราะที่ฉันยืมมุกอำฟันหน้าผัวของเธอมาใช้ คุณภรรยาเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าหลายตัว คุณสามีก็น่าจะได้เป็นบ้างโดยเฉพาะพรีเซ็นเตอร์ที่ขูดมะพร้าว!

 ใกล้เที่ยงคืนฉันยืนนับเวลาถอยหลังกับเด็กผู้ชาย 2 คน (แก็งค์กับเพื่อน) พวกเรากอดคอกันกระโดดกรี๊ดกร๊าดอยู่หน้าทีวีเหมือนคนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1

 “ไชโย!…เย้!…สวัสดีปีใหม่คร้าบ…”

 ฉันชวนท็อปคุยจนเลยตีหนึ่ง ท็อปบ่นว่าฉันเป็นนางมารคอยขัดขวางการสวดมนต์ของเธอ ฉันหัวเราะชอบใจที่ได้เบียดบังเวลาบุญของเพื่อน กลัวตายไปแล้วตกนรกคนเดียวคงเหงาแย่ 

 พวกฉันออกจากบ้านท็อปมาตามซอย ผู้คนในชุดขาวเดินออกจากวัดกลับบ้าน ความแปลกที่ปีติเกิดขึ้นในใจ…   

 ตลอด 23 ปี ฉันคุ้นชินกับผู้คนที่เมามายและสนุกสนานในวันสิ้นปีตามงานที่ฉันไปร้อง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวเหมือนมีฉันเพียงคนเดียวที่อยู่แปลกที่แปลกทาง มองผู้คนที่กระโดดโลดเต้นอยู่กับแสงสีและพลุบนฟ้าอย่างไม่แยแสวันสิ้นสุดที่กำลังจะใกล้เข้ามาทุกทีราวกับความตายไม่เคยมีอยู่บนโลกนี้ประหนึ่งว่าเราไม่ได้เดินเข้าหามันทุกวัน 

 แต่มาคราวนี้ผู้คนในชุดขาวที่เดินไปบนทางเท้าหรือยืนรอรถอยู่ริมถนนนั้น กลับทำให้ฉันรู้สึกว่าความสุขนั้นมาในรูปแบบของความสงบ ความไม่ประมาทที่ดูอิ่มเอมเต็มเปี่ยมในใบหน้าของผู้ปฏิบัติธรรมด้วยการสวดมนต์แทนที่จะเฉลิมฉลองอย่างเถิดเทิงในที่วุ่นวายสักแห่งอย่างที่ใครๆ เขาทำกัน

 ฉันว่าพวกเขาคงสวดมนต์กันเป็นประจำและสงบสุขอยู่เป็นประจำจนกลายเป็นความสุข พวกเขาสุขกับความสงบที่คุ้นเคย

 วันสิ้นปีได้มีความหมายเปลี่ยนไปแล้วสำหรับฉัน…

เจนนิเฟอร์ คิ้ม