
เกษตรยุคใหม่ - สถานการณ์ยางพาราไทย
ราคายางพาราช่วงนี้เป็นที่น่าพอใจของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสวนยาง แต่ว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปหรือไม่ คงต้องเฝ้าดูกันต่อไป เพราะหากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ไม่สามารถอยู่ได้เพราะราคายางธรรมชาติสูงเกินไปจนทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ก็อาจมีการเปลี่ย
ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำก็จะเกิดขึ้น และคงแก้ไขได้ยาก
อย่างไรก็ตามความต้องการยางพาราของตลาดโลกก็ยังมีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์สำคัญที่ใช้ยางเป็นองค์ประกอบก็คือบรรดายางรถยนต์ทั้งหลาย หากสภาพเศรษฐกิจของโลกหรือของประเทศดี ก็จะทำให้รถยนต์ขายได้มากขึ้น
และแน่นอนว่าความต้องการยางรถยนต์ก็มากขึ้นตามไปด้วย จากสถิติของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ปรากฏอยู่ในสรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2553 และแนวโน้มปี 2554 ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าปริมาณยางรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยโดยรวมในปี 2550 มีประมาณ 23 ล้านเส้น และเพิ่มขึ้นเป็น 26 ล้านเส้นในปี 2553 ที่ผ่านมา และในบรรดายางรถยนต์เหล่านี้ใช้ในประเทศถึง 76% นอกจากยางรถยนต์แล้ว ยางรถจักรยานและจักรยานยนต์ก็เป็นตลาดใหญ่อีกเช่นกัน เพราะว่าในปี 2553 มีการผลิตมากถึง 44 ล้านเส้น ซึ่งใช้ในประเทศครึ่งหนึ่ง ที่เหลือส่งออก
ความจริงแล้วยางรถยนต์หรือจักรยานยนต์แต่ละเส้นไม่ได้ประกอบด้วยยางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ว่ามีองค์ประกอบอื่นที่ไม่ใช่ยางอยู่ด้วยมากกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพวกเส้นลวดโครงยาง ผ้าใบ คาร์บอน และยังรวมถึงยางสังเคราะห์บางส่วนด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตามความต้องการยางธรรมชาติก็ยังเพิ่มสูงตามปริมาณยางรถยนต์ที่ผลิตได้ และปริมาณยางรถยนต์ที่จะผลิตขึ้นมา ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณรถยนต์ที่ผลิตขึ้นมาจำหน่าย ซึ่งไปอิงอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศหรือของโลก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความต้องการยางพาราในการนำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ยังต้องอิงอยู่กับปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก และมีโอกาสที่จะใช้ยางสังเคราะห์แทนได้บางส่วนในหลายกรณี
ตลาดใหญ่ของยางพาราอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของการนำไปทำถุงมือยางทางการแพทย์ ที่มีความต้องการมากเช่นกัน ปริมาณการผลิตถุงมือยางของไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปีที่แล้วที่ผลิตได้มากถึง 12,000 ล้านชิ้น ซึ่งใช้ในประเทศเพียง 6% เท่านั้น ที่เหลือก็ส่งออกโดยภาพรวมเราส่งออกในรูปของยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้นและยางพาราอื่นๆ ซึ่งเป็นการส่งออกวัตถุดิบมีมูลค่าประมาณ 2.2 แสนล้านบาทในปี 2553 แต่ว่าส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราเป็นมูลค่าถึง 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งในบรรดาผลิตภัณฑ์นี้เป็นยางยานพาหนะถึง 7.7 หมื่นล้านบาท และถุงมือยางอีก 2.9 หมื่นล้านบาท
ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์ยางพาราไทยแล้วก็จะเห็นว่ายังค่อนข้างสดใสโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้เศรษฐกิจโลกกำลังขยายตัว ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์กลับมามีบทบาทมากอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าความต้องการยางรถยนต์ก็ต้องเพิ่มมากขึ้น ส่วนเรื่องถุงมือยางก็ยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะว่านอกจากใช้ในวงการแพทย์แล้ว ยังต้องใช้ในวงการอื่นเช่นอุตสาหกรรมอาหารเป็นต้น
ข้อที่ต้องระวังคือกรอบความตกลงเอฟทีเอ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยผลักดันการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ให้ขยายตัวมากขึ้นได้ แต่ก็มีผลในทางกลับกันคือ ยังทำให้การนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นหากคนไทยยังนิยมผลิตภัณฑ์จากเมืองนอก ตรงนี้คือปัญหาครับ นอกจากว่าคนไทยยอมรับในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยที่ส่งขายได้ทั่วโลก และสนับสนุนสินค้าไทยให้มากขึ้น ปัญหาเรื่องราคายางตกต่ำในอนาคตอาจผ่อนคลายได้ครับ



