ไลฟ์สไตล์

ได้ฤกษ์โครงการ"ยาง8แสนไร่"โอกาสทองชาวสวนยางรายใหม่

ได้ฤกษ์โครงการ"ยาง8แสนไร่"โอกาสทองชาวสวนยางรายใหม่

17 ม.ค. 2554

ในที่สุดโครงการส่งเสริมการปลูกยางพาราพื้นที่ใหม่ระยะที่ 3 (พ.ศ.2554-2556) เป้าหมายพื้นที่ 8 แสนไร่ทั่วประเทศที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (รอบสอง) เห็นชอบในหลักการไปเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมานั้น

 ก็ได้ฤกษ์เปิดโครงการอย่างเป็นทางการ หลังจากมีปัญหาในเรื่องงบประมาณจนต้องปรับเปลี่ยนระยะเวลาดำเนินการโครงการจากปีงบประมาณ 2553-2555 เป็นปีงบประมาณ 2554-2556 รวมวงเงินทั้งสิ้น 3,974.6 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นพื้นที่ภาคอีสาน 5 แสนไร่ ภาคเหนือ 1.5 แสนไร่ และภาคกลาง ตะวันออก และใต้อีก 1.5 แสนไร่

 "คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 และวันที่ 21 ธันวาคม 2553 เห็นชอบในหลักการโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ระยะที่ 3 พ.ศ.2554-2556 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางมาตรา 21 ทวิ และเห็นชอบให้ปรับระยะเวลาดำเนินการโครงการจากปีงบประมาณ 2553-2555 เป็นปีงบประมาณ 2554-2556 รวมทั้งอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 งบกลาง สำหรับใช้ในการดำเนินงานปีแรกในพื้นที่ประมาณ 2 แสนไร่ วงเงิน 580.05 ล้านบาท"

 ศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเปิดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการปลูกยางพาราในที่แห่งใหม่ระยะที่ 3 พ.ศ.2554-2556 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่14 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของพืชยางพารา เพราะเห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อประเทศชาติหลายด้าน 

 ไม่ว่าจะตัวเกษตรกรเอง ที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 1.6 แสนราย คิดเป็นรายได้มูลค่า 224,000 บาทต่อรายต่อปี ด้านเศรษฐกิจจะเกิดการสร้างงานในท้องถิ่น คาดว่าจะมีแรงงานภาคเกษตรเข้ามาอยู่ในวงจรนี้ไม่น้อยกว่า 1 แสนคน นอกจากนี้ยังช่วยลดการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานภาคการเกษตร ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวอบอุ่น สังคมสงบและมีความสันติสุข

 "ในส่วนของภาครัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บเงินจากผู้ส่งออกยางนอกราชอาณาจักร หรือเงินเซส เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,112 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยางต่อไป และที่สำคัญการปลูกยางพาราทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น สร้างเสริมระบบนิเวศที่ดี เห็นได้จากการปลูกยางในภาคอีสาน ที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นจากอดีตมาก และยังสามารถช่วยลดโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย"

 ศุภชัย เปิดเผยอีกว่า สำหรับโครงการนี้ จะแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็นภาคเหนือ 1.5 แสนไร่ ภาคอีสาน 5 แสนไร่ และภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ 1.5 แสนไร่ โดยมอบหมายให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) จัดทำประกาศหลักเกณฑ์การให้การสงเคราะห์เพื่อรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตนเองเข้าร่วมโครงการต่อไป สำหรับการส่งเสริมเกษตรกรปลูกยางพันธุ์ดีอยู่ที่รายละ 2-15 ไร่ โดยรัฐจะช่วยเหลือแบบให้เปล่าในรูปของปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย พันธุ์ยาง ปุ๋ย และเมล็ดพืชคลุมดิน โดย 3 ปีแรกรัฐจ่ายเป็นเงิน 3,529 บาทต่อไร่ โดยแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ตามหลักเกณฑ์ของ สกย. ส่วนที่เหลือปีที่ 4-7 เกษตรกรต้องใช้ทุนเอง 

  "เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการก็จะได้รับการถ่ายทอดความรู้การทำสวนยางอย่างถูกวิธีตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร สนับสนุนด้านวิชาการ กรมพัฒนาที่ดินดูแลเรื่องปุ๋ย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะทำหน้าที่ประเมินผลโครงการ ตลอดระยะเวลา 3 ปี" รมช.เกษตรฯ กล่าว  

 ในขณะที่ วิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) แจงรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาให้ได้รับการสงเคราะห์ว่า จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และต้องเป็นผู้ไม่เคยมีสวนยางมาก่อน อีกทั้งจะต้องมีที่ดินเป็นของตนเองตั้งแต่ 2 ไร่ขึ้นไป มีหลักฐานแสดงการครอบครอง หรือแสดงกรรมสิทธิ์หรือมีเอกสารสิทธิที่ทางราชการออกให้เพื่อมีสิทธิครอบครองในที่ดินมายื่นขอรับการสงเคราะห์ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2554 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

 "ในส่วนของพันธุ์ยาง ทั้งโครงการมีความต้องการใช้รวมทั้งสิ้น 72 ล้านต้น แยกเป็นปี 2554 จำนวน 18 ล้านต้น ปี 2555 จำนวน 27 ล้านต้น และปี 2556 จำนวน 27 ล้านต้น และเพื่อความเหมาะสมทาง สกย.ได้กำหนดแนวทางการจัดหาพันธุ์ยางเป็น 2 แนวทาง คือ ให้มีการประกวดราคาจัดซื้อรวม 3 ปี ในราคาต้นละ 18 บาท โดยแบ่งการจัดซื้อออกเป็น 4 พื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทั้งนี้เพื่อกระจายความเสี่ยงนั่นเอง"

 ผอ.สกย.ย้ำด้วยว่า หากแนวทางแรกมีปัญหาจัดหาพันธุ์ยางไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ในปี 2554 ก็จะมีแนวทางที่สอง โดยให้ดำเนินการ 4 วิธี คือ วิธีแรกให้เอกชนผู้ผลิตพันธุ์ยางขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับสกย. โดยสกย.จ่ายค่าพันธุ์ยางเป็นคูปองให้เกษตรกรไปรับพันธุ์ยางจากแปลงเอกชนในราคาต้นละ 18 บาท วิธีที่สอง สกย.จัดซื้อต้นตอตาเขียวรวมกับต้นตอตาเขียวที่ผลิตโดยสกย.จ่ายให้แก่เกษตรกรเพื่อนำไปปักชำลงถุงด้วยตนเองภายในกลุ่ม โดยมีสกย.ให้คำแนะนำทางวิชาการ
 ส่วนวิธีที่สาม ให้เกษตรกรใช้เมล็ดยางปลูกในหลุมจริงแทนการปลูกโดยใช้ยางชำถุง จากนั้นจึงติดตายางพันธุ์ดีหลังจากต้นยางโตได้ขนาด และวิธีที่สี่ จัดหาพันธุ์ยางชนิดยางชำถุงปี 2555-2556 โดยการประกวดราคาจากเอกชนเพื่อจ่ายให้เกษตรกรในราคาต้นละ 18 บาท ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะทำให้โครงการดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางรายใหม่ต่อไป
     
ย้อนรอยโครงการปลูกยางในที่แห่งใหม่

 นับตั้งแต่ปี 2532 สกย.ได้ส่งเสริมช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่มีสวนยางมาก่อนได้ปลูกยางพันธุ์ดีในพื้นที่ของตนเอง เป็นการให้การสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง มาตรา 21 ทวิ ระยะเวลาการให้การสงเคราะห์ 7 ปีครึ่ง ใช้จ่ายจากงบประมาณแผ่นดินโดยให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต (พันธุ์ยาง ปุ๋ย สารเคมี) และค่าแรงระยะที่ 1 (2532-2539) จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 27,586 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 256,515 ไร่ ส่วนระยะที่ 2 (2540-2544) จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 16,846 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 170,832 ไร่ และระยะที่ 3(2554-2556) ครอบคลุมพื้นที่ 8 แสนไร่ จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 1.6 แสนราย

 ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ปลูกยางพาราทั้งในและนอกโครงการของรัฐ (ข้อมูลปี 2552) มีพื้นที่ปลูกยางพารามากกว่า 17.41 ล้านไร่ ให้ผลผลิตยางพารา 3.164 ล้านตัน ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศในรูปวัตถุดิบ 2.726 ตัน ใช้เพื่อการผลิตโดยโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ 0.40 ล้านตัน หรือร้อยละ 12.64 ของผลผลิต ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์จากยางและไม้ยางพาราเป็นสินค้าส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่งของสินค้าเกษตร มีมูลค่าสูงถึง 402,582 ล้านบาท เลยทีเดียว


สุรัตน์ อัตตะ