ไลฟ์สไตล์

ชินวรณ์ค้านเคอร์ฟิวเด็กละเมิดสิทธิ

ชินวรณ์ค้านเคอร์ฟิวเด็กละเมิดสิทธิ

16 ม.ค. 2554

รมว.ศธ.ค้านเคอร์ฟิว-ใช้ไม้เรียวลงโทษนร.ชี้มีมาตรการอื่นดีกว่าพร้อมเรียกร้องผู้ปกครองดูแลลูกหลานให้ใกล้ชิดมากขึ้น หากร.ร.พบนร.มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต้องเชิญผู้ปกครองมาร่วมแก้ปัญหา ไฟเขียวลงโทษได้ตามระเบียบศธ. เมินหนุนเคอร์ฟิวเด็ก หวั่นบังคับใช้ทุกคนละเมิดส

 เมื่อวันที่ 16 มกราคม   2554   นายชินวรณ์  บุณยเกียรติ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)กล่าวถึงผลโพลของสวนดุสิตที่ผู้ปกครองและนักเรียนส่วนใหญ่สนับสนุนให้กลับมาใช้ไม้เรียวลงโทษนักเรียนว่า   เชื่อว่าทุกฝ่ายต่างตระหนักถึงปัญหาเรื่องความประพฤติของนักเรียน นักศึกษาซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีปัญหาโดยเฉพาะการทะเลาะวิวาท   ชู้สาวซึ่งนำไปสู่การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร  รวมทั้งปัญหาการหนีเรียนซึ่งทำให้ผลการเรียนตกต่ำและการที่มีนักเรียนไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด   

 "โดยส่วนตัวผมเห็นว่ากรณีการลงโทษนักเรียนนั้น สามารถใช้มาตรการอื่นลงโทษนักเรียนได้ นอกเหนือไปจากการใช้ไม้เรียว  และขอเรียกร้องให้ผู้ปกครองตระหนักถึงปัญหาความประพฤติของนักเรียน  และเข้ามาช่วยโรงเรียนดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อสถานศึกษาพบนักเรียนมีปัญหาความประพฤติก็ต้องเชิญผู้ปกครองมาร่วมแก้ปัญหา  หากจะลงโทษนักเรียนก็สามารถดำเนินการได้  ถ้าไม่ขัดต่อมาตรการลงโทษนักเรียนตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้"รมว.ศธ. กล่าว
 
 นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า  ส่วนมาตรการที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีออกจากบ้านหลังสี่ทุ่มเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่จะเกิดแก่เด็กและเยาวชนนั้น   หากบังคับทุกคนเกรงจะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ดังนั้น น่าจะดูเป็นรายกรณี  หากนักเรียนคนใดมีพฤติกรรมส่อก่อเหตุทะเลาะวิวาท  หนีเรียน ไปตามแหล่งมั่วสุม ชู้สาว และยาเสพติด ทางตำรวจก็สามารถเชิญตัวมาโรงพักได้และเชิญผู้ปกครองมาชี้แจงได้

สวนดุสิตโพลชี้เคอร์ฟิวเด็กป้องกันอาชญากรรมได้

 ทั้งนี้“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็น กรณีกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เตรียมนำกฎหมายห้ามเด็กอายุไม่ถึง 18 ปี ออกจากบ้านหลัง เวลา 22.00 น. มาบังคับใช้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเด็กวัยรุ่นและเยาวชน จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,549 คน ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2554 พบว่าร้อยละ 65.91 เห็นด้วย เพราะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมได้, เพิ่มคุณภาพให้เยาวชนที่ยังต้องอาศัยการดูแลจากผู้ใหญ่, ทำให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 34.09 ไม่เห็นด้วย เพราะเหตุผลยังไม่เพียงพอ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

 ทั้งนี้ ร้อยละ 62.87 เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวช่วยแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ เพราะเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง เด็กจะได้ไม่ออกมามั่วสุมกันเนื่องจากข่าวที่เกิดขึ้นมีทั้งตัวเด็กเองที่เป็นผู้ก่อเหตุและโดนลูกหลง, ช่วงเวลาที่เกิดเหตุส่วนใหญ่มักเป็นยามวิกาล ขณะที่ร้อยละ 37.13 เพราะผู้ปกครองอาจดูแลไม่ทั่วถึง หากผู้ปกครองไม่อยู่หรือไปธุระก็ไม่สามารถควบคุมดูแลเด็กได้, การแก้ปัญหาอาชญากรรมต้องแก้ที่ต้นเหตุหรือบริเวณที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา

 นอกจากนี้ ร้อยละ 68.15 เห็นว่าเป็นการคุ้มครองเด็กตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพราะ เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงและช่วยป้องกัน คุ้มครองเยาวชนให้ปลอดภัย, เยาวชนและผู้ปกครองทุกคนจะต้องยึดถือและปฏิบัติตาม ร้อยละ 25.93 ไม่ถือว่าเป็นการคุ้มครองเพราะ เป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมากกว่า, เป็นการบังคับและละเมิดสิทธิเด็ก

ปชป.หนุนเคอร์ฟิวเด็ก

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมาตรการเคอร์ฟิวเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามออกนอกเคหะสถานหลังเวลา 22.00น.ของบช.น.ว่า พรรคเห็นว่าแนวทางดังกล่าวควรสร้างความสมดุล 2 ลักษณะ คือ 1. ต้องเป็นมาตรการในการสนับสนุนให้ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการปกป้องประเทศ ไม่ใช่การเอาผิด เช่น ไม่บรรลุนิติภาวะ ทางเจ้าหน้าที่ต้องช่วยเหลือด้วยการนำเด็กไปส่งที่บ้าน และให้ชุมชนมีส่วนร่วมส่งเสริมสถาบันครอบครัว  2 .มาตรการเข้มงวดต่อจุดเสี่ยงและเกิดอาชญากรรม เช่น ร้านเกม โต๊ะสนุกเกอร์ เหล้าปั่น และจุดที่มีการมั่วสุมอบายมุข ก็ควรดำเนินการกับบุคคลที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิด ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของสถาบันชุมชน ครอบครัว รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้มาตรการคุ้มครองสิทธิ์ให้กับเยาวชน ไม่ให้เข้าไปอยู่ในวังวนการกระทำผิด