ไลฟ์สไตล์

โพลล์หนุนครูใช้ไม้เรียวลงโทษเด็กนร.

โพลล์หนุนครูใช้ไม้เรียวลงโทษเด็กนร.

15 ม.ค. 2554

ผลสำรวจสวนดุสิตโพลเกือบร้อยละ 54 หนุนให้ศธ.กลับมาใช้ไม้เรียวลงโทษนักเรียน เชื่อช่วยให้หลาบจำ ไม่นอกลู่นอกทาง ชี้เงื่อนไขไม่ตีพร่ำเพรื่อ

(15ม.ค.) รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงาน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต(มสด.) เปิดเผยผลสำรวจสวนดุสิตโพลจากกรณีการเผยแพร่คลิปการกระทำความรุนแรงของครูด้วยการลงโทษตีลูกศิษย์อย่างรุนแรงผ่านเว็บไซต์ ขณะเดียวกันสภานักเรียนแห่งประเทศไทย ก็เรียกร้องให้ ศธ. แก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 เพื่อให้นำไม้เรียวกลับมาใช้อีกครั้งโดยได้สำรวจความคิดเห็นจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปต่อกรณีดังกล่าวทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,476 คน  ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2554  สรุปผลได้ดังนี้

เมื่อสอบถามว่า  1.ประชาชนคิดเห็นอย่างไร? กรณี ข่าวคลิปครูลงโทษเด็กนักเรียนด้วย “ไม้เรียว” ผู้ตอบแบบสำรวจ  48.19% เห็นว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ  รองลงมา 19.88%  การลงโทษด้วยไม้เรียวเป็นสิ่งที่มามานานในสังคมไทยแต่ต้องใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม    18.24%  ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งควรดูแลเรื่องกฎ ระเบียบ การลงโทษนักเรียนของครูอย่างใกล้ชิด  และ 13.69%เห็นว่า ไม่ควรด่วนสรุปก่อนที่จะมีการสอบถามข้อเท็จจริงจากครูและนักเรียน 

2.การลงโทษเด็ก ด้วยการใช้ “ไม้เรียว”  มีผลดี - ผลเสีย อย่างไร? ในแง่ของผลดีผู้ตอบแบบสอบถาม  52.03% เห็นว่าทำให้เด็กหลาบจำ ไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก  รองลงมา 26.64% เป็นวิธีลงโทษที่ได้ผล ทำให้เด็กกลัวและเชื่อฟัง  21.33% ทำให้เด็กเป็นคนดี ไม่ออกนอกลู่นอกทาง  ส่วนผลเสียผู้ตอบแบบสอบถาม   44.57%  เห็นว่าส่งผลต่อจิตใจทำให้เด็กกลัว อายเพื่อน   30.83%  ทางโรงเรียนและครูอาจถูกฟ้องหรือร้องเรียนได้ และ 24.60% ทำให้ครูไม่กล้าลงโทษเด็ก

3.ความผิดแบบใด? หรือ ลักษณะใด?  จึงจะควรลงโทษด้วยการใช้ไม้เรียว  ผู้ตอบแบบสอบถาม  34.28%  มองว่ากรณีการมั่วสุม เช่น  กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เรื่องชู้สาว  รองลงมา  27.97% กรณีการทะเลาะวิวาท ชกต่อย ตบ ตีกัน   20.92%  กรณีหนีเรียน โดดเรียน  และ 16.83%กรณีทำผิดระเบียบวินัยของโรงเรียน เช่น ทุจริตในการสอบ ขโมยของ แต่งกายผิดระเบียบ  

4.ถ้าไม่ใช่การลงโทษด้วยการใช้ “ไม้เรียว” จะใช้วิธีการลงโทษด้วยวิธีใด?  แทนผู้ตอบแบบสอบถาม 43.16% เห็นว่าควรบำเพ็ญประโยชน์ เช่น เก็บขยะ กวาดพื้น ทำเวร ทำความสะอาดห้องเรียน ล้างห้องน้ำ 30.43% ตักเตือน   ตัดคะแนน  ทำทัณฑ์บน  เรียกผู้ปกครอง  15.65% สั่งทำรายงานเพิ่ม /มอบหมายงานอื่นๆให้ทำ และ 10.76% วิ่งรอบสนาม  กระโดดตบ วิดพื้น /ยืนหน้าห้อง

5. ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่? กับสภานักเรียนแห่งประเทศไทยที่เรียกร้องให้ศธ.แก้ไขระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 โดยการเพิ่มโทษให้ครูใช้ไม้เรียวทำโทษเด็กได้    ผู้ตอบแบบสอบถาม 53.84% เห็นด้วยเพราะทำให้เด็กหลาบจำ  ไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก ,ผู้ที่มีชื่อเสียง ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่ประสบความสำเร็จก็เคยโดน   ไม้เรียวมาก่อน  แต่การลงโทษต้องอยู่ขอบเขต สมเหตุสมผล ไม่ใช้อารมณ์ ฯลฯ   ขณะที่อีก 24.85%  ไม่เห็นด้วยเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปควรเปลี่ยนวิธีการลงโทษแบบอื่นๆแทนการใช้ไม้เรียวจะดีกว่า ทำให้เด็กกลัว ไม่กล้าแสดงออก , ครูแต่ละคนมีวุฒิภาวะที่แตกต่างกัน  และ 21.31% เฉยๆเพราะการลงโทษด้วยไม้เรียวมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้และผู้ที่ถูกลงโทษมากกว่า ฯลฯ

6. โดยสรุปแล้วประชาชนเห็นด้วยกับการลงโทษเด็กโดยการใช้ “ไม้เรียว” หรือไม่?   ผู้ตอบแบบสอบถาม 53.84% เห็นด้วย เพราะการลงโทษด้วยไม้เรียวมีมานานตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อทำให้เด็กเกิดการหลาบจำ ไม่ออกนอนกลู่      นอกทาง แต่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ไม่ใช่ตีพร่ำเพรื่อ ,มีการกำหนดขนาดมาตรฐานของไม้เรียว  ฯลฯ

ขณะที่  18.93% ไม่เห็นด้วยเพราะอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตใจกับเด็ก ทำให้เด็กกลัว ไม่อยากมาโรงเรียน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ,เป็นการใช้ความรุนแรง ควรใช้เหตุผล พูดคุยและการลงโทษแบบอื่นจะดีกว่า ฯลฯ  และ15.99% เฉยๆเพราะจากกรณีนี้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  เพราะสมัยนี้จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของเด็กและครูบางคนต่างก็ไม่เหมาะสมพอๆกัน ฯลฯ

7. เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะต่อกระทรวงศึกษาธิการในกรณีการลงโทษนักเรียน  ผู้ตอบแบบสอบถาม  37.18% ศธ.จะต้องออกกฎระเบียบข้อบังคับในการลงโทษเด็กอย่างชัดเจน รองลงมา 25.03%  ทั้งครูและนักเรียนควรช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาหากเกิดการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ  23.56% ทุกๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ครู  นักเรียนและผู้ปกครองควรมีการพูดคุยหรือมีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับวิธีการหรือรูปแบบการลงโทษที่เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และ14.23% ควรมีการคัดกรองครูที่มีใจรักในวิชาชีพอย่างแท้จริง และมีการทดสอบทางจิตวิทยาเป็นระยะๆ