ไลฟ์สไตล์

ใต้เงาหิมาลัยใน“ภูฏาน”

ใต้เงาหิมาลัยใน“ภูฏาน”

15 ม.ค. 2554

อาการเสพติดหิมาลัย เป็นแล้วหายยาก พยายามรักษาแล้ว รู้สึกว่าจะไม่หายขาด แม้จะทำตัวเว้นวรรคและห่างเหินหิมาลัยมาได้ระยะหนึ่ง ไม่กลับไปป้วนเปี้ยนหรือทำตัววอแวอีก หลังจากที่ด้อมๆ มองๆ หิมาลัยจากฝั่งจีนบ้าง ปากีสถานบ้าง อินเดียบ้าง เนปาลบ้าง

 แต่มันรู้สึกค้างคายังไงไม่ทราบ ที่ยังขาดหิมาลัยที่มองจากภูฏานอยู่อีกมุมหนึ่ง 
  เพื่อไม่ให้เกิดความค้างคา เลยเดินหน้าผลักดันนโยบายแปลงความฝันให้เป็นความจริง โชคดีได้กูรูเรื่องภูฏานอย่างบริษัทท่องโลกศิลปและวัฒนธรรม (0-29539491-3) มาช่วยทั้งสานฝันและปูพื้นความรู้ให้ เลยเนรมิตให้ทริปภูฏานเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนได้

 ไม่ธรรมดาเลยสำหรับบริษัทท่องโลกศิลปะและวัฒนธรรม เพราะเป็นบริษัทแรกๆ ของไทยเลยก็ว่าได้ ที่พาคนไทยเข้าไปท่องภูฏานตั้งแต่เขาเพิ่งเริ่มเปิดประเทศ ทั้งเรื่องความรู้และความเก๋าของเขาจึงจัดว่าเหนือชั้น

 ต้นเดือนหนาวของภูฏาน ใครๆ ก็เมินหน้าใส่แผ่นดินชิดหิมาลัย ก็มีแต่พวกไม่แยแสลมหนาวเท่านั้นแหละ ที่ทำตัวกระดี๊กระด๊าใส่ภูฏาน ยิ่งตอนที่สายการบินดรุกแอร์ (0-22334714) พาเหาะเหินเดินอากาศอยู่เหนือเทือกเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ ทิวเขาหิมะขาวโพลนก็โผล่ออกมาต้อนรับขับสู้กันให้สลอนไปหมด

 ลุ้นก็แต่ตอนเรือบินจะแลนดิ้งนี่แหละ เพราะสนามบินพาโรเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่าค่อนข้างแคบ ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกกว่า 2,000 เมตร เหมือนพวกสนามบินที่กาฐมาณฑุแห่งเนปาล จังหวะจะลงเนี่ย เสียวว่าปีกของดรุกแอร์จะไปเกี่ยวหิมาลัยเหลือเกิน 

 เคยได้ยินว่า เหตุที่ภูฏานเลือกพาโรเป็นสนามบินแทนที่จะเป็นเมืองหลวงอย่างทิมพู เพราะที่นี่มีพื้นที่ราบเยอะและกว้างที่สุดแล้ว เห็นแล้วก็ได้แต่ร้องห้า! นี่ขนาดกว้างที่สุด ตอนเรือบินหย่อนตัวลงเล่นเอาหายใจไม่ทั่วท้อง

 พาโรถ้อยทีถ้อยอาศัยกับคนแปลกหน้า ไม่ได้ส่งอุณหภูมิที่กรีดเฉือนเลือดเนื้อมาต้อนรับคนใต้เส้นศูนย์สูตร  ทั้งโค้ทใหญ่โค้ทย่อมที่เตรียมไปเลยทำท่าจะเป็นหมัน 

 เป็นแพทเทิร์นว่า นักท่องเที่ยวทุกรายที่ไปถึงจะมีไกด์และคนขับรถมาถือป้ายรอทุกคนที่สนามบิน จากนี้ไปเขาทั้งคู่จะเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 และ 34 ประกบติดเราไปทุกหนทุกแห่งในภูฏาน ไม่ต้องลุ้นเหมือนในหลายประเทศ เพราะไกด์และคนขับรถที่นี่มารยาทงามเหมือนผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันผู้ดีภูฏาน ประเภทมาหงุดหงิดงุ่นง่านหรือบ่นใส่แขกนี่ไม่มี อาจจะเป็นเพราะนิสัยใจคอพื้นฐานของชาวภูฏานเองที่อ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้ม และอารมณ์ดี พวกเขาจึงไม่ทำให้ผู้ร่วมทางลำบากใจ

 พาโรเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีคนอยู่แค่ 3 หมื่นกว่าคนเท่านั้นเอง เป็นเหมือนเมืองหน้าด่านที่คอยรับนักท่องเที่ยวก่อนจะแยกย้ายไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ไม่รู้อีกหน่อยพอภูฏานสร้างสนามบินที่ทิมพูและเมืองอื่นๆ ด้วย พาโรจะเป็นยังไง

 ถึงภูฏานจะขยับขยายสนามบินไปอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ แต่เชื่อเถอะว่า เสน่ห์ของพาโรก็ไม่มีทางหมดอายุง่ายๆ หรอก เพราะเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีหลายอย่างที่ทำให้นักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นพาโร ซอง พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ วัดคิชู ไทเกอร์เนสท์ ดรุกเยล ซอง หรือแม้แต่ดาวน์ทาวน์ของเมืองก็ยังน่าสนใจ ก่อนจะเตร็ดเตร่ไปเที่ยวตามสถานที่เหล่านี้ เดี๋ยวไปเดินเล่นในตัวเมืองพาโรกันก่อนดีกว่า

 จัดว่าเป็นเมืองเล็กจริงๆ มีถนนสายหลักพาดผ่านกลางเมือง สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยร้านรวงตั้งเรียงราย มีทั้งขายของพื้นเมืองให้เจ้าถิ่น และขายของที่ระลึกให้คนต่างถิ่น ตัวเมืองดั้งเดิมถูกไฟไหม้มาหลายครั้ง ที่เห็นอยู่ตอนนี้คือ เมืองที่บูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อประมาณ 25 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยึดเค้าโครงเดิมที่อาคารบ้านเรือนจะสูงไม่เกิน 3 ชั้น แต่คราวนี้เขาใช้ไม้น้อยลง ส่วนเรื่องสถาปัตยกรรมและการตกแต่งก็ยังยึดแบบฉบับของภูฏานเอาไว้

 ย่านกลางเมืองไม่ค่อยมีโรงแรม เพราะโรงแรมส่วนใหญ่จะพากันขึ้นไปตั้งไปตามไหล่เขา ไกด์บอกว่า ถึงจะเป็นเมืองท่าที่มีสนามบิน แต่ที่นี่อาจจะเจริญสู้เมืองหลวงอย่างทิมพูไม่ได้ ขนาดย่านใจกลางเมืองยังหาพวกผับ บาร์ คาเฟ่ไม่ค่อยเจอ แต่ร้านอาหารนี่พอจะเห็นบ้าง ส่วนเรื่องช็อปปิ้งเนี่ยหายห่วง

 เพราะถึงจะเป็นประเทศหลังเหลี่ยมเขาหิมาลัย แต่ภูฏานก็มีอะไรให้น่าช็อปอยู่ไม่น้อยนะคะ พวกหัตถกรรม ทอผ้าประเภทต่างๆ และงานฝีมือจำพวกแกะสลักเครื่องไม้ เครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง เครื่องประดับ เขาก็มีชื่ออยู่

 เรายังอยู่ใต้ร่มเงาแห่งหิมาลัย เดี๋ยวตอนหน้าจากพาโรจะนั่งรถเลาะเลี้ยวไปบนถนนคดโค้งไต่ไปบนหน้าผาสูงชัน เพื่อมุ่งหน้าไปเที่ยวเมืองหลวงอย่างทิมพูกันบ้าง

"กาญจนา หงษ์ทอง"