
จม.ถึงผู้แทน กลัวไว้ก่อนดีกว่า
หลังจากแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมแวะไปส่งแฟนก่อนแล้วค่อยกลับบ้านตัวเอง ผมออกจากบ้านแฟนประมาณ 4 ทุ่ม ขณะกลับรถใต้สะพานลอยแถวพัฒนาการ-เทิดไท มุ่งสู่ถนนเพชรเกษม-ราชพฤกษ์
เพื่อกลับบ้านที่บางใหญ่ ขณะกลับรถตั้งลำสู่ทางตรง ยังไม่ทันเร่งความเร็ว มีรถมอเตอร์ไซค์ชะลอมาปาดหน้ารถผม จอดรถขวาง ชายที่ซ้อนท้ายไม่สวมหมวกกันน็อก เห็นหน้าชัดเจน เดินส่ายตรงมาที่รถผม
ผมรีบยื่นมือไปกดล็อกประตูทันที เหลือบตาไปที่กระจกมองหลัง มีรถยนต์จอดต่อท้ายอย่างใกล้ชิด
ชายคนนั้นเดินมาถามผมว่า “แน่นักเหรอ ขับรถปาดหน้ารถกู ลงมาเลย" ว่าแล้วก็กระชากประตูรถผมอย่างแรง ดีนะที่ผมไหวตัวทัน รีบล็อกประตูรถไว้ก่อน
ผมแง้มกระจกลงนิดหน่อย แล้วถามว่า “ผมปาดหน้ารถคุณที่ไหนเหรอ ถนนมีช่องเดียวมาตลอดทาง"
ชายคนนนั้นพูดว่า “ไม่ต้องพูดมาก ลงมาพูดกันให้รู้เรื่อง นักเลงมากนะ" พร้อมกระชากประตูรถอีกที แล้วถอยหลังไปหน่อย ถลกชายเสื้อ เพื่อจะคว้าปืนที่เอว
“ท่าจะบ้านะ" เป็นคำพูดสุดท้ายที่ผมคุยกับเขา แล้วปิดกระจก เหยียบเบรก เหยียบคันเร่งเต็มที่ มอเตอร์ไซค์ที่ขวางหน้า เหมือนรู้ตัว คนขับเริ่มขยับรถออกด้านซ้าย แล้วผมก็เคลื่อนรถออกมาอย่างช้าๆ เมื่อขับผ่านมอเตอร์ไซค์ ก็เหลือบมองกระจกมองหลัง แล้วก็ขับรถกลับออกมาอย่างปลอดภัย
ภาพที่ผมเห็นในกระจกมองหลังคือ ชายคนนั้นไปยืนคุยกับรถคันหลังที่มาจอดประชิดรถผม สรุปได้ว่า เขาน่าจะวางแผนมาปล้นผม
ผมกำลังครุ่นคิดอยู่กับแผนงาน ผมรู้ตัวดีว่า ผมขับรถช้ากว่าปกติ ไม่มีทางปาดหน้าใครแน่นอน ให้แซงตลอด อีกทั้งเป็นถนนเลนเดียว เพื่อมุ่งสู่ที่กลับรถใต้สะพาน (เขาอาจจะคิดว่า คนขับเป็นผู้หญิง เหยื่อที่หมายตาเนื่องจากมองจากระยะไกล เพราะผมขับช้าตราเต่าจริงๆ)
บ้านเมืองนี้ คนพกปืนขี่รถจักรยานยนต์กันเกลื่อนขนาดนั้นเลยหรือ หากมีปัญหาพร้อมชักปืนออกใช้งานทันที ผมคงไม่ใช่เป้าหมายโดยตรง ทำงานอาจจะยากขึ้นหน่อย เลยปล่อยผมออกมา
เป็นเรื่องจริงที่เกิดกับตัวผม โดยไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นบนท้องถนนในกรุงเทพฯ หากผมล็อกรถไม่ทัน อะไรจะเกิดขึ้น หากผมขาดสติ ตกใจเกินเหตุ
วิสุทธิ์ สิปิยารักษ์



