
เลิก"แป๊ะเจี๊ยะ"พัฒนาการศึกษาชาติได้
รับม.1 และ ม.4 รอบเดียว เพื่อป้องกันการฝากเด็ก, ป้องกันการเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะรวมไปถึงการจำกัดจำนวนนักเรียน ผมมีประสบการณ์สู้กับแป๊ะเจี๊ยะ, การฝากเด็ก และห้องเรียนเกิน 45 คนตลอดจนแนวทางพัฒนาการศึกษาชาติได้ โดยไม่ต้องใช้เงินแป๊ะเจี๊ยะมานำเสนอ หวังว่าจะเ
จากโรงเรียนขนาดใหญ่ในอดีตที่รับเด็กฝากจนทำให้มีนักเรียนต่อห้องมากถึงเกือบ 70 คนปัจจุบันได้กลายเป็นโรงเรียนที่มีระบบการรับนักเรียนที่โปร่งใสที่สุดโรงเรียนหนึ่งของประเทศไทยมาตลอดเวลา 4 ปี
ผมเริ่มรณรงค์ต่อต้านการฝากเด็กและการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเพราะเหตุผล 3 ประการคือ 1.สร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคมละเมิดสิทธิผู้ด้อยโอกาส ผิดทั้งหลักคุณธรรมและหลักกฎหมาย 2.เป็นจุดเริ่มต้นของระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยฝังรากซึมลึกลงในทุกส่วนของสังคม นำไปสู่การคอรัปชั่นที่เป็นสาเหตุให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปทัดเทียมอารยประเทศได้ เมื่อวัยเด็กเข้าสู่สังคมด้วยการฝาก หรือจ่ายเงิน เด็กจะซึมซับสิ่งเหล่านี้แล้วนำไปใช้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นผู้ที่เรียกรับในที่สุด
3.ผมเห็นโรงเรียนที่ผมรักที่สุดรับเด็กเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 45 คนเป็นห้องละ 67 คนทำให้โรงเรียนต้องเปลี่ยนโต๊ะเก้าอี้ใหม่เป็นเก้าอี้เลกเชอร์แทน เพราะเก้าอี้เลกเชอร์สามารถอัดลงไปในห้องเรียนแคบๆ ได้ และสิ่งที่เดาได้ไม่ยากเลยก็คือผลการเรียนของนักเรียนรุ่นห้องละ 67 คนนี้ตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนแค่ครูเช็กชื่อก็หมดเวลาไปเกือบ 10 นาทีแล้ว ห้องก็แน่น ครูเดินไปหาเด็กที่อยู่หลังห้องเรียนไม่ได้
ด้วยสามสาเหตุดังกล่าวผมเริ่มรณรงค์ตั้งแต่ปี 2549 ยุคนั้นระเบียบรับนักเรียนเปิดช่องให้ "ผู้อำนวยการโรงเรียน (ผอ.โรงเรียน)" รับนักเรียนจากผู้มีอุปการคุณได้ร้อยละ 5 ถนนทุกสายวิ่งตรงมาที่ ผอ.โรงเรียน ทำให้โควตาผู้มีอุปารคุณเพิ่ม จากร้อยละ 5 เป็นร้อย 50 ไปโดยปริยายโควตาร้อยละ 5 ที่เคยเป็น "เครื่องมือเบ่งบารมี" ของ ผอ.โรงเรียนก็กลายไปเป็น "ทุกขลาภ" ไปโดยสิ้นเชิง จนบางคนต้องหนีหัวซุกหัวซุนในเทศกาลรับนักเรียน
เมื่อทราบว่าโควตาร้อยละ5 คือเหตุแห่งปัญหาผมได้เสนอท่านนายกฯ และรัฐมนตรีศึกษาธิการในขณะนั้นได้ยกเลิกโควตาร้อยละ 5 นี้เสียแล้วก็ได้รับความเมตตาจาก "ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลขิงแก่ ได้ยกเลิกโควตาดังกล่าว ทำให้การฝากเด็กและการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายทันที
ผมรณรงค์ต่อเริ่มจาก ผอ.โรงเรียน ต่างยืนยันไม่ต้องการ "รับฝาก" เพราะรับเด็กแต่ละปีแทบเอาชีวิตไม่รอด ไมเกรนขึ้นต้องเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง ถามอาจารย์ก็ไม่เห็นด้วยเมื่อถามนักการเมืองกลุ่มต่างๆ ทั้ง ส.ส., ส.จ. และ อบต. ก็ได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่า"ไม่อยากฝากเด็กเหมือนกัน" เพราะผู้มีบารมีแต่ละคนฝากเด็กนับร้อยคน
ปัญหาก็คือนักการเมืองจะตัดชื่อเด็กคนใดออกก็กลัวว่าหัวคะแนนไม่พอใจ และยิ่งถ้าจังหวัดนั้นมีนักการเมืองหลายกลุ่มก็จะมีการเกทับกันว่าหัวคะแนนของพรรคโน้นฝากได้ ทำไมหัวคะแนนของพรรคนี้ฝากไม่ได้ ทำให้นักการเมืองถูกกดดันอย่างหนัก!! ดังนั้นนักการเมืองและข้าราชการทุกคนจึงเห็นตรงกันว่าถ้าไม่มีการฝากเด็กเลยจะดีมาก เพราะพวกเขาจะไม่เดือดร้อนเหมือนการสอบเอนทรานซ์
เมื่อทุกคนไม่อยากฝากเด็กถึงเวลารับสมัครผมเปิดเว็บไซต์ www.buildingthailand.net เพื่อรับเรื่องร้องเรียนการฝากเด็กเปิดเบอร์ฮอตไลน์ ลงโฆษณาหนังสือพิมพ์ ติดป้ายแบนเนอร์หน้าโรงเรียน เดินรณรงค์ในวันที่มีการสมัครและสอบคัดเลือก ประกอบกับความเมตตาจากสื่อต่างๆ ช่วยพีอาร์ทำให้โรงเรียนที่ผมรักไม่มีการฝากเด็กมาแล้ว 4 ปี และมีนักเรียนห้องละ 45 คนเท่านั้น
ส่วนเรื่องเงินแป๊ะเจี๊ยะนั้นสำหรับโรงเรียนดังๆ ในต่างจังหวัดไม่ค่อยได้รับเงินเท่าใดนัก ส่วนใหญ่ฝากด้วยบารมีมากกว่า หรือถ้ามีการเรียกรับเงินก็จะเป็นหัวคะแนนหรือผู้ใกล้ชิดนักการเมือง ไปเรียกรับแล้วเก็บไว้เอง ไม่ได้นำเงินส่งให้โรงเรียน
ส่วนโรงเรียนอื่นๆผมได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว ส่งต่อให้กระทรวงศึกษาธิการ แต่เมื่อกระทรวงรับเรื่องไปก็ส่งผู้ตรวจมาตรวจสอบ ซึ่งผู้ตรวจส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์อันดีกับ ผอ.โรงเรียนและผู้ตรวจส่วนใหญ่เองก็เคยเป็นทั้งผู้ฝากและผู้รับฝากเสียเอง จึงตรวจสอบแบบลูบหน้าปะจมูกแล้วเรื่องต่างๆ ก็เงียบหายไป
ผมได้เสนอให้"คุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนปัจจุบันแต่งตั้ง "คนนอก" มาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนต่างๆ โดยเสนอให้มีผู้แทนมาจาก สตช., ปปง. (เพื่อตรวจสอบเส้นทางเงิน), สตง. ,ดีเอสไอและภาคประชาชน แค่นี้การรับนักเรียนของประเทศไทยก็จะบริสุทธิ์โปร่งใสใกล้เคียงการสอบเอนทรานซ์
และปีนี้ผมยังรณรงค์รับเรื่องร้องเรียนผ่านเว็บไซต์www.buildingthailand.net และเบอร์โทรศัพท์08-0100-0720
0 อำนวย สุนทรโชติ 0
ประธานชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ
13 มกราคม 2554



