
กมธ.วิทย์วุฒิจัดชำแหละพรบ.กสทช.
กมธ.วิทยศาสตร์ วุฒิสภาสัมมนาชำแหละพรบ.กสทช. องค์กรวิชาชีพสื่อเกรงแผนแม่บทชะงัก เพราะกระบวนการยุ่งยาก ชี้กสทช.ต้องเป็นคนมีฝีมือ - บริหารจัดการเป็นความขัดแย้งได้ ด้านนายกสมาพันธ์วิทยุ-โทรทัศน์ แขวะพรบ.คลื่นความถี่ฯ 53 กีดกันคนในวิชาชีพนั่ง กสทช.
(11ม.ค.) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา ได้จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นเรื่อง “ชำแหละพ.ร.บ.กสทช. เริ่มแรกและเร่งด่วน : สู่แนวทางของแผ่นแม่บทฯ” โดยมีนายประสิทธิ์ โพธสุธน ประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ ฯ กล่าวเปิดสัมมนาว่า ภายหลังจากที่มีการระดมความเห็นทั้งหมดแล้ว ก็จะสรุปข้อเสนอแนะไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯให้รับทราบต่อไป
นายต่อพงษ์ เสนานนท์ ประธานฝ่ายส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและสื่อสารสาธารณะ สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามมาตรา 49 วรรคสองของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 กำหนดว่าในการจัดทำแผนแม่บทวรรคหนึ่งให้กสทช.รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้ประกอบกิจการ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณา ซึ่งตรงนี้ตนเกรงว่าจะยิ่งทำให้ยุ่งยาก คราวที่แล้วกระบวนการหยุดชะงักเพราะมีกสทช. ครั้งนี้เกรงว่ากระบวนการจะหยุดชะงักในช่วงทำแผนแม่บท ดังนั้นคนที่จะมาเป็น กสทช.ต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบริหารจัดการภายใต้ความขัดแย้ง และต้องทำให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันในเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ และที่สำคัญสิ่งที่ กสทช.ในอนาคตต้องคำนึงว่าแผนแม่บทใหญต้องคำนึงถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้วย ส่วนปัญหาในเรื่องการแย่งชิงคลื่นตนเชื่อว่าต่อไปไม่น่ามีปัญหา เพราะคลื่นจะมีเยอะจนไม่ต้องแย่งชิง
รศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ นายกสมาคมวิชาการนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การออกพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ถือว่าเป็นข้อดี และเป็นการตอบปัญหาการรอคอยของวิทยุชุมชนและวิทยุท้องถิ่นที่ยังไม่มีใบอนุญาต แต่อย่างไรก็ตามมาตรา 41 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่มีการกำหนดในเรื่องของการประมูลคลื่น ตรงนี้ยังเป็นกังวลว่าจะมีวิธีการอย่างไรให้มีการประมูลโดยไม่ให้เอาเรื่องตัวเงินมาเป็นตัวตั้ง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าคนจ่ายเงินมากได้สิทธิ์มาก แล้วคลื่นความถี่ที่บอกว่าว่าเป็นของสาธารณะก็อาจจะไม่ใช่ของสาธารณะอย่างแท้จริง ดังนั้นการเขียนแผนแม่บทต้องกำหนดเรื่องนี้ไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะมีการกำหนดให้เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังไม่มีการกำหนดองค์กรที่จะเข้ามากำกับอย่างชัดเจน เหมือนกับพ.ร.บองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯพ.ศ. 2551 ดังนั้นในแผนแม่บทควรมีการพิจารณาและตั้งองค์กรขึ้นมากำกับให้ชัดเจน โดยให้ป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วน และต้องพิจารณาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย นอกจากนี้จากการทำวิจัยเกี่ยวกับการบริโภคสื่อพบว่าสื่อใหม่ หรือเครื่อข่ายสังคมออนไลน์ขยายตัวรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มีอายุน้อย ดังนั้นเกรงว่าผู้บริโภคอาจะมีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ และอาจตกเป็นเหยื่อของสื่อใหม่ๆได้ ซึ่งพ.ร.บ.ดังกล่าวมีการพูดเรื่องการรู้เท่าทันสื่อเพียงประเด็นเดียว ดังนั้นเห็นว่าควรนำเงินจากกองทุนมาพัฒนาเรื่องนี้ รวมถึงการสร้างมาตรฐานวิชาชีพสื่อในทุกภาคส่วน เพื่อให้วิชาชีพยกระดับอย่างแท้จริง
ด้านนางจำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า กฎหมายที่ออกมา รู้สึกได้ถึงการกีดกันภาควิชาชีพอย่างมาก โดยเฉพาะการกำหนดว่า คนที่ทำงานด้านวิทยุและโทรทัศน์จะต้องลาออกการทำงานในวิชาชีพดังกล่าวมาก่อน 1 ปีจึงจะสามารถมาลงสมัครเป็น กสทช.ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครลาออกมาก่อน เพราะไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าออกมาแล้ว 1 ปีแล้วจะได้เป็น กสทช.แน่นอน พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯปี 2553 ดูดีแต่คงไม่ใช่ผลงานชิ้นโบว์แดง เพราะยังมีเรื่องของการกีดกันคนในวิชาชีพอยู่ ทั้งที่ความจริง พ.ร.บ.จะสมบูรณ์ได้ต้องมีตัวแทนที่มีความรอบรู้ทุกด้านเข้าไปทำหน้าที่เป็นกสทช.
นางจำนรรค์ กล่าวต่อว่า การทำงานของกสทช.ที่ผ่านมานั้นไปไม่รอด ต้องยอมรับว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด ดังนั้นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ถูกครอบงำด้วยภาครัฐ ทั้งที่ความจริงภาครัฐมีผลประโยชน์ทับซ้อนมากกว่าเอกชน และต่อไป กสทช.ต้องเอาเงินจากภาคเอกชนมาจัดสรร ดังนั้นกสทช.ที่ดีจะต้องสามารถบริหารจัดสรรทุกภาคส่วนได้อย่างดี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯก็บอกเองว่าต้องอาศัยเอกชนเยอะ สมัยก่อนเราทะเลาะกันจึงทำให้กสทช.เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ตอนนี้เราจับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นกสทช.ไม่ควรเอากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาระดมีความคิดแต่ต้องให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ตรงนี้กสทช.ต้องไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้กิดการแข่งขันอย่างยุติธรรม และพรรคการเมืองไม่ควรมีธงหรือมีตัวอยู่แล้วว่าจะให้ใครนั่งกสทช.ไม่อย่างนั้นคนในวิชาชีพจะใจแป่ว
ขณะที่นายเกษม อินทร์แก้ว นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กสทช.จะต้องมาดูแลผลประโยชน์มหาศาลของชาติ ดังนั้นคนที่จะมาเป็นต้องมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ต้องสนใจประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ส่วนเรื่องการประมูลคลื่น ต้องกำหนดหลักการให้ชัดเจน โปร่งใส แต่ไม่ใช่เปิดประมูลไปหมด และอยากถามว่าคลื่นทั้งหมดที่มีอยู่ อย่างคลื่นทหารจะมีการเรียกคืนหรือไม่ เพราะยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร การปิดข้อมูลทำไม่ได้
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการ กทช.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ตั้งแต่ที่สำนักงานเลขาครม.ทำหนังสือว่าได้มีการประกาศใช้พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนได้มีการประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมความพร้อม ปรากฎว่ามีปัญหาและอุปสรรคเยอะมาก แต่อย่างไรก็ในเรื่องของการจัดทำแผนแม่บทนั้นกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ส่วนเรื่องการประมูลคลื่นนั้นจะประมูลในทุกกรณีไม่ได้ เพราะหากเขาประมูลไปแล้วจะให้ประมูลซ้ำก็คงไม่ได้ ซึ่งก็จะมีการพิจารณาเป็นรายกรณีไป สำหรับงานใหญ่ คือมาตรา 82 วรรคสองที่กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญา รวมถึงอายุสัญญาและค่าสัมปทานหรือค่าตอบแทนต่างๆตามการอนุญาต สัมปทานหรือสัญญานั้นต่อ กสทช. และให้กสทช.ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาต สัมปทานและสัญญานั้นพร้อมเปิดเผยข้อมูลและผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ ซึ่งขณะนี้สัญญาสัปทานที่เกิดขึ้นมาก่อนทั้งที่ชอบและไม่ชอบมีมากมาย ซึ่งถ้าจะต้องให้กสทช.ตรวจสอบและให้ความเห็นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส
นายฐากร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในมาตรา 79 ที่ระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ กสทช.หรือผู้ซึ่งใช้อำนาจ กสทช. ที่รู้หรือได้รับแจ้งจากบุคคลใดว่ามีการใช้คลื่นความถี่อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.นี้ หากมิได้ดำเนินการบังคับการให้เป็นไปตามพ.ร.บ.หรือกระทำหรืองดเว้นการกระทำนั้นต้องมีความผิดมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งการกำหนดแค่รู้แล้วมีความผิดถือว่าไม่ถูกต้อง ตอนนี้ก็เท่ากับว่าพนักงานของเราขาข้างหนึ่งอยู่ในคุกแล้ว เหตุใดจึงไม่กำหนดเช่นเดียวกับพนักงานปกครองที่กำหนดว่าการกระทำผิดต้องในเรื่องเจตนา



