
มาร์คแจงครม.ไม่รีดภาษีร.ร.กวดวิชา
นายกฯแจงเหตุครม.ไม่รีดภาษีรร.กวดวิชาตามข้อเสนอปปช. เล็งให้ตรวจสอบค้ากำไรเกินควร และครูผลักให้นร.ไปเรียนพิเศษ แฉบางแห่งไม่มีครูสอนแต่ให้เด็กนั่งดูซีดี แนะนักเรียนให้ข้อมูล
เมื่อเวลา 13.45 น. 11 ม.ค. ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมรสร ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้กระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีจากโรงเรียนสอนกวดวิชา ว่า ป.ป.ช.ทำหนังสือถึงรัฐบาลโดยเสนอแนะเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนกวดวิชา 2 เรื่อง คือ 1.การเก็บภาษี และ 2.ความปลอดภัยในแง่ของสถานที่ โดยในเรื่องของความปลอดภัยในแง่ของสถานที่นั้น ไม่มีปัญหา เพราะกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ทำหน้าที่ให้ใบอนุญาต ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและติดตามดูแลความปลอดภัยของสถานที่อยู่แล้ว ส่วนที่ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีจากโรงเรียนกวดวิชานั้น เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งถือว่าโรงเรียนเอกชนที่แม้จะเป็นธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการศึกษา จึงไม่มีการเก็บภาษี แต่จะมีการควบคุมค่าธรรมเนียม”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า หลังจากรับฟังความห่วงใยของป.ป.ช.แล้ว เห็นว่ามีปัญหาที่ต้องเข้าไปดู คือ 1.ปัญหาที่ว่าธุรกิจเหล่านี้กำไรเกินควรหรือไม่ 2.ธุรกิจเหล่านี้ที่มีการเติบโตมาก เป็นผลมาจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ครู หรือโรงเรียนมีส่วนผลักให้เด็กต้องเข้าโรงเรียนกวดวิชาหรือไม่ ดังนั้นทางแก้ไขที่ครม.เห็นว่าตรงประเด็นที่สุด คือ 1.ให้ดูปัญหาการที่โรงเรียนกวดวิชามีกำไรเกินควร โดยมีการตรวจสอบว่าผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าวมีกำไรมากน้อยแค่ไหน ถ้าพบว่ามากเกินไป ก็ต้องมีการเข้าไปดำเนินการ ซึ่งที่จริงถ้าเราตรวจสอบต้นทุนได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการสามารถควบคุมอัตราค่าใช้จ่ายที่เด็กนักเรียนต้องจ่ายให้ได้ โดยอาจมีการกำหนดเพดานค่าเล่าเรียน แต่คงไม่เป็นลักษณะของราคากลาง
“ขณะนี้ปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่ต้นทุนไม่เหมือนกัน และระยะหลังมีบางโรงเรียนถูกร้องเรียนว่าแทบไม่ได้ลงทุนอะไร เพราะไม่มีครูผู้สอนอยู่ในนั้น แต่เพียงนำซีดีไปเปิดให้เด็กดูเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับการที่มีครูสอนจริงก็ถือว่าต้นทุนต่างกันมาก ” นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 2.ถ้าพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครู หรือโรงเรียนมีส่วนผลักให้เด็กต้องเข้าโรงเรียนกวดวิชา ก็ถือเป็นความผิด ส่วนที่มีการพูดกันว่าจะมีการเก็บภาษีนั้นดูเหมือนจะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรที่เป็นข้อห่วงใย อย่างไรก็ตามเท่าที่มีการประเมินกันมานั้น พบว่าส่วนที่เป็นปัญหาไม่น่าจะเป็นส่วนใหญ่ของโรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนกวดวิชาที่มีขนาดใหญ่หรือมีกำไรจำนวนมากจริง ๆ นั้น ก็ไม่ได้มีจำนวนมาก
เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาที่ครูในโรงเรียนปกติ เข้าไปสอนในโรงเรียนกวดวิชา หรือพยายามผลักดันให้เด็กเข้าไปเรียนในโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าเขาทำโดยปกติตามอาชีพของเขา ก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็นครูที่สอนในเวลาการสอนปกติแล้วบอกให้เด็กไปเรียนในโรงเรียนกวดวิชา อย่างนี้เราถือว่าผิด ซึ่งตรงนี้เราสามารถพิจารณา เช่น กรณีที่เป็นครูในโรงเรียนของรัฐ ก็มีเรื่องของวินัยอยู่แล้ว และทางที่ข้อมูลที่เราจะได้ดีที่สุด คือ จากผู้เรียนที่สามารถฟ้องเรามาได้ถ้ามีกรณีแบบนั้น
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีจากโรงเรียนสอนกวดวิชาเป็นเรื่องที่สภาการศึกษา(สกศ.)ตั้งคณะอนุกรรมการในการศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งตนได้ประชุม สกศ.ไปรอบหนึ่งแล้ว และได้สั่งให้กลับไปทบทวนรายละเอียดทั้งหมดว่ากระบวนการการจัดเก็บภาษีจากโรงเรียนสอนกวดวิชา มีผลต่อสถาบันการศึกษานอกระบบในด้านอื่นๆในเรื่องใดบ้าง และให้ดูว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้เรียนหรือไม่ เพราะถ้ามีการเก็บภาษี อาจเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้เรียน รวมถึงยังให้ไปดูการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนให้มีความใกล้เคียงกัน
นายชินวรณ์ กล่าวอีกว่า ถ้าทำตรงนี้ได้สถาบันกวดวิชาเพื่อการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก็จะถูกลดความสำคัญลง แต่ถ้าเป็นสถาบันที่เปิดสอนการศึกษานอกระบบที่เน้นวิชาที่ทำให้เด็กมีความสม บูรณ์มากขึ้น เช่น สอนว่ายน้ำ นาฏศิลป์ หรือวิชาชีพอื่นๆ ตนคิดว่าต้องมีการสนับสนุนในเรื่องนี้ และต้องมาดูกันว่าถ้าจะจัดเก็บภาษีจริง เราต้องแบ่งประเภทของสถาบันกวดวิชา อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการเสนอเรื่องนี้ต่อครม.แล้ว
นายชินวรณ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ชี้แจงใน ครม.ว่า ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 นั้น ร.ร.กวดวิชาถือเป็น ร.ร.นอกระบบประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับ โรงเรียนสอนศาสนา ร.ร.สอนศิลปะ-ดนตรี ร.ร.สอนวิชาชีพ และ ร.ร.สอนสร้างเสริมทักษะชีวิต ซึ่งตามกฎหมายยกเว้นไม่เก็บภาษีจากโรงเรียนนอกระบบเหล่านี้ เพราะถือว่า ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการจัดการศึกษาจากรัฐบาล นอกจากนั้น การประกอบกิจการของร.ร.นอกระบบก็อยู่ภายใต้การควบคุมของ พ.ร.บ.ร.ร.เอกชน โดยกำหนดการเก็บค่าธรรมเนียมต้องไม่แสวงหากำไรเกินควร ให้กำหนดผลตอบแทนไว้ที่ร้อยละ 20 ของค่าใช้จ่าย เป็นหลักเกณฑ์เดียวกับร.ร.เอกชนในระบบซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน
เพราะฉะนั้น ครม.จึงไม่เห็นชอบให้มีการจัดเก็บภาษีจากร.ร.กวดวิชา แต่มอบให้ ศธ. กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ไปหาทางควบคุมให้ ร.ร.กวดวิชาไม่ค้ากำไรเกินควร และให้เร่งแก้ปัญหา ร.ร.กวดวิชาที่ต้นเหตุโดยพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพตั้งแต่ในชั้นเรียน ถ้าสามารถพัฒนาการสอนในห้องเรียนได้สำเร็จ ปัญหาร.ร.กวดวิชาจะหมดไปในที่สุด รวมทั้ง ให้ ศธ.เคร่งครัดกับครูที่ไม่ยอมสอนในชั้นเรียนอย่างเต็ม แต่เอาเวลาไปแบ่งให้กับร.ร.กวดวิชา นอกจากนั้น ให้ ศธ. ไปออกมาตรการควบคุมอาคาร สถานที่ ระบบป้องกันอัคคีภัย เช่น ติดตั้งถังดับเพลิง บันไดหนีไฟ หรือช่องทางหนีไฟ
อนึ่ง ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ระบุว่า ปี 2550 มี ร.ร.กวดวิชาที่จดทะเบียน 1,078 แห่งอยู่ในกรุงเทพฯ 334 แห่ง ต่างจังหวัด 744แห่ง ครอบคลุมนักเรียนกว่า 350,000 คน
เชียงใหม่แนะรัฐเข้มงวดโรงเรียนกวดวิชาเถื่อน
นายองอาจ อินทวิวัฒน์ ผู้บริหาร สถาบันกวดวิชาอาจารย์องอาจ คาเดทเซ็นเตอร์เชียงใหม่ กล่าวว่า หลังมีข่าววันนี้ ( 11 ม.ค.) ครม.ได้พิจารณาการจัดเก็บภาษีโรงเรือนสอนกวดวิชาที่มีลักษณะประกอบธุรกิจ ตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เสนอ และมีมติอนุมัติมอบให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลเรื่องวินัยครูที่ควรต้องสอนเด็กให้เต็มเวลา และให้ความรู้ที่ครอบคลุม ช่วงแรกคงไม่เคลื่อนไหวอะไรขอรอดูท่าทีต่อไปก่อน
ส่วนที่มีการมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเข้มงวดวินัยครูที่สอนในโรงเรียนกวดวิชา ครูส่วนใหญ่ที่ถูกจ้างให้มาสอนก็มาจากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการแทบทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ใช่ปัญหาหากหน่วยงานรัฐจะเข้าเข้มงวดกวดขันเพราะสามารถตรวจสอบประวัติได้ แต่ข้อเท็จจริงรัฐบาลควรเข้าไปดูแลและเข้มงวดกับโรงเรียนกวดวิชาที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหมายกว่า เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันมากกว่า
นายกรกฤช สืบศรีวิชัย ผู้บริหาร โรงเรียนพัฒนาวิชาการเชียงใหม่ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ"ครูคลับ" กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐเข้มงวดกวดขันกับโรงเรียนสอบกวดวิชาที่ไม่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อดึงเข้าสู่ระบบสร้างมาตรฐานและความเป็นธรรมในธุรกิจ เพราะหากรัฐมีแนวทางเก็บภาษี หรือต้องการเข้มงวดกับสถาบันกวดวิชาเพื่อไม่ให้เอาเปรียบเด็กก็ควรมองดูทั้งระบบ มิฉะนั้นอาจมีโรงเรียนกวดวิชาผิดกฎหมายเกิดขึ้นอีก



