ไลฟ์สไตล์

หัวใจเศรษฐี (๑๒) 
ปีติสุข

หัวใจเศรษฐี (๑๒) ปีติสุข

12 ม.ค. 2554

บัดนี้ เจ้าลูกชายคนสุดท้องของมหาเศรษฐีได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลขั้นโสดาบัน เป็นผู้เที่ยงแท้แน่นอนต่อพระนิพพานอันเป็นมรรคผลสูงสุดชนิดไม่แปรผันเป็นอื่นอีกแล้ว เย็นวันนั้น เมื่อพระพุทธองค์ทรงจบพระธรรมเทศนาแล้ว เขาเดินกลับบ้านด้วยสีหน้าปีติเบิกบ

    ตกกลางคืนพ่อมาเคาะประตูเรียก
  “ลูก ไปฟังธรรมไหมวันนี้” 
 “ครับพ่อ” 
 “แล้วพระพุทธองค์เทศน์เรื่องอะไร” 
 คราวนี้ลูกชายเล่าเป็นฉากๆ จำได้ทุกถ้อยกระทงความ 

   “โอ...ลูกพ่อเก่งจังเลย เออนี่แน่ะลูกรัก พรุ่งนี้พ่อได้กราบอาราธนาพระพุทธองค์ไว้แล้วล่ะ พระองค์ท่านจะเสด็จมาเสวยบ้านเรานะลูก พรุ่งนี้พอพระพุทธองค์มาเสวยที่บ้านเรานะ พ่อตั้งใจว่าจะมอบเงิน ๕๐๐ เหรียญทองให้กับลูกคนเก่งของพ่อต่อหน้าพระพุทธองค์เลยทีเดียว”

  พอได้ยินว่า พ่อจะมอบเงินให้ตนต่อหน้าพระพุทธองค์เท่านั้นแหละ ลูกชายคนสุดท้องของเศรษฐีหน้าแดงด้วยความอายดั่งลูกตำลึงสุก พลางห้ามปรามพ่อเสียงหลง

  “พ่อ อย่าเชียวนะ อย่าให้พระพุทธองค์รู้ว่า ผมไปฟังธรรมเพราะต้องการเงินค่าจ้าง”
  “ทำไมล่ะลูก” 
 “ผมอายครับพ่อ”
  คุณสมบัติพื้นฐานของพระโสดาบันก็คือ ความละอายชั่วกลัวบาปสูงมาก พระโสดาบันนั้นท่านถือหลักของสัตบุรุษที่ว่า
 “อย่าเห็นว่าเป็นความเล็กน้อย แล้วจึงละเลยไม่ทำ
 อย่าเห็นว่าเป็นความชั่วเล็กน้อย  แล้วเผลอไปทำ”
 ลูกชายเศรษฐีพอได้บรรลุโสดาปัติผลเป็นพระโสดาบันบุคคลแล้ว จึงเกิดความละอายแก่ใจอย่างท่วมท้น

  พอได้ยินและได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกชายเช่นนี้แล้ว มหาเศรษฐีลูบหัวลูกชายด้วยความรักอย่างสุดซึ้ง นาทีนั้น ท่านเกิดปีติเบิกบานสราญใจ น้ำตาเอ่อท้นเต็มสองตา พ่อผู้เคยลิ้มรสมรรคผลนิพพานชั้นโสดาบันมาก่อนรู้สึกขึ้นมานาทีนั้นทันทีว่า “เรานอนตายตาหลับแล้ว สิ่งใดที่พ่อควรจะให้แก่ลูก บัดนี้ เราได้ให้สิ่งนั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว”   

 คืนนั้นมหาเศรษฐีเดินเข้าไปในห้องนอน นอนไม่หลับทั้งคืน รอพระพุทธองค์จะเสด็จดำเนินมาเสวยในวันพรุ่งนี้เช้า พอพระพุทธองค์เสด็จดำเนินมา สองคนพ่อลูกรอรับเสด็จด้วยใบหน้าอิ่มบุญ โดยเฉพาะเจ้าลูกคนสุดท้อง แต่ไหนแต่ไรมา พอพระมานี่ไปผับเลยนะ วันนี้พระพุทธองค์เสด็จดำเนินมาถึง เขาไปรอรับอยู่เชิงบันได คอยตักน้ำล้างพระยุคลบาท เอาผ้าสะอาดมาเช็ด แล้วมานั่งอยู่เบื้องพระพักตร์รอฟังเทศน์ รอประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม นั่งเอี้ยมเฟี้ยมสงบอยู่เบื้องหน้าพระสงฆ์อย่างชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ทำเอามหาเศรษฐีผู้เป็นพ่อพูดอะไรไม่ออก วันนี้ช่างเป็นวันที่มหาเศรษฐีมีความสุขที่สุดในโลก มหาเศรษฐีบริจาคเงินนับแสนนับล้านรูปีสร้างวัดให้พระพุทธองค์ประทับจำพรรษา ยังไม่มีความสุขเท่าได้เห็นลูกชายของตัวเองเข้าสู่เส้นทางธรรม  สมกับที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

“ยิ่งกว่า  ความเป็นเอกราชในแผ่นดิน
ยิ่งกว่า  ความเป็นเทพเหนือหมู่เทพ
ยิ่งกว่า  ความเป็นจักรพรรดิราช
 นั่นคือ  โสดาปัติผล”

 นี่คือสุดยอดเคล็ดลับของพ่อรวยสอนลูก (การรู้จักเปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม) ในวันที่มหาเศรษฐีค้นพบว่า ลูกชายของตัวเองได้ค้นพบ “สิ่งที่สูงกว่าเงิน” กล่าวคือ มรรคผลนิพพาน วันนั้นเป็นวันที่มหาเศรษฐีมีปีติสุข คุณโยมเชื่อไหมว่า ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่สูงกว่าเงิน คือการได้ก้าวเดินอยู่บนอริยมรรค นี่ต่างหากล่ะที่เราทุกคนควรจะประพฤติปฏิบัติ ทุกวันนี้โลกทั้งโลกตกอยู่ในสภาวะทุนธนาภิวัตน์ เงินครอบโลก เพราะโลภาภิวัตน์ ความโลภครองโลก เครื่องมือของทุนธนาภิวัตน์ หรือ โลภาภิวัตน์ ก็คือ วัตถุนิยม ทุนนิยม และบริโภคนิยม 

 วัตถุนิยมก็คือ ค่านิยมที่ว่า ความสำเร็จของมนุษย์ วัดกันที่ความมั่งคั่งพรั่งพร้อมในเชิงวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์ของวัตถุที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเงินในบัญชี ที่ยิ่งมากยิ่งดี ทั้งๆ ที่เงินที่มากมีนั้น เกินกว่าความจำเป็นที่จะต้องกินต้องใช้นับแสนล้านเท่า แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ยังคงถูกกระตุ้นให้ต้องการไม่รู้จบ  

 ทุนนิยมก็คือ คติที่ถือกันว่า ทุกอย่างตีเป็นเงินได้ทั้งหมด เพื่อการได้มาซึ่งเงินแล้ว อะไรที่ขายได้ ก็ควรจะนำมาขายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้า วัตถุดิบ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิรู้ภูมิธรรมภูมิปัญญา แม้กระทั่ง “ชาติ” หรือ “จิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นธรรมชาติส่วนที่ลึกและสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ ก็หั่นขายได้ถ้ามีผู้ต้องการซื้อ ทุนนิยมซื้อทุกอย่างขายทุกอย่างโดยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อคน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิตอย่างไร

"ว.วชิรเมธี"