ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - ผอ.เกินร้อย

โลกใบนี้ดนตรีไทย - ผอ.เกินร้อย

11 ม.ค. 2554

 ร้อยเอ็ด เจ็ดย่านน้ำ วลีนี้มักจะใช้เปรียบเทียบกับบุคคลที่ผ่านการเดินทางตามสถานที่ต่างๆ มาอย่างมากมาย แต่ในปัจจุบันนี้ คำนี้หรือวลีนี้ก็ไม่ค่อยมีใครหยิบยกมาพูดกันเท่าไหร่นัก ถ้าจะได้ยินคำว่าร้อยเอ็ดก็คงจะหมายถึง จ.ร้อยเอ็ด มากกว่า เพราะว่าเป็นจังหวัดที่มีสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น บึงพลาญชัย ทุ่งกุลาร้องไห้ 

 แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมเขียนมา ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมตั้งใจจะเขียนในฉบับนี้ และสิ่งที่ผมตั้งใจที่จะเขียนก็คือ สถานศึกษาแห่งหนึ่งของ จ.ร้อยเอ็ด ที่มีผู้อำนวยการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นนักต่อสู้ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นคนสู้ชีวิต รวมถึงเป็นนักบุกเบิกทางการศึกษาและนักปฏิบัติในเรื่องของดนตรีสากล ซึ่งท่านนั้นก็คือ ท่านผู้อำนวยการจิรพจน์ จึงบรรเจิดศักดิ์ ผู้อำนวยการหนุ่มไฟแรงของ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ซึ่งผมคิดว่า ชีวิตของท่านเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่

 โดยในตอนแรกผมมีความคิดที่จะเขียนถึงวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ซึ่งพวกเขาชนะเลิศการประกวดดนตรีร่วมสมัยเมื่อเร็วๆ นี้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ดชนะเลิศก็คือ การจัดการเตรียมการที่ดีและความพร้อมของพวกเขา ซึ่งมันต้องเกิดจากการวางแผนที่ดีจากระดับผู้บริหาร ผมจึงคิดว่าผู้ที่ขับเคลื่อนให้วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ดประสบความสำเร็จ ก็น่าจะเป็นผู้อำนวยการของพวกเขานั่นเอง ดังนั้นผมจึงมีความคิดที่จะเขียนถึงผู้อำนวยการ ก่อนที่จะเขียนถึงสถาบันของพวกเขาน่าจะดีกว่าครับ

 นายจิรพจน์ จึงบรรเจิดศักดิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด คนล่าสุด ชนิดที่เรียกได้ว่า สดๆ ร้อนๆ เพราะเพิ่งจะมารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่ผ่านมา ซึ่งท่าน ผอ.เป็นคนกรุงเทพมหานคร หลังจากจบการศึกษาจาก วิทยาลัยนาฏศิลป กรุงเทพมหานคร สาขาดนตรีสากล ก็สอบบรรจุเป็นข้าราชการครูประจำอยู่ที่ วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ซึ่ง ผอ.จิรพจน์ เล่าให้ผมฟังว่า ตอนนั้นวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์เพิ่งสร้างได้เพียง 2 ปี ดังนั้นเขาจึงเป็นครูสอนดนตรีสากลเพียงหนึ่งเดียวของวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นดนตรีสากลเป็นเพียงแค่วิชาโท ก็เลยต้องทำหน้าที่อื่นๆ คือเป็นพนักงานขับรถและพนักงานโรเนียวของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์

 ขณะปี พ.ศ.2528 นั้น ด้วยเงินเดือนเพียง 2,485 บาท มันไม่พอเพียงสำหรับครูบรรจุใหม่ อาจารย์จิรพจน์จึงหาเวลาว่างในวันเสาร์-อาทิตย์ ไปเป็นยี่ปั๊วรับมันสำปะหลังของกาฬสินธุ์ไปส่งตามจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงส่งมะม่วงเขียวเสวยของกาฬสินธุ์ไปส่งขายที่นครศรีธรรมราช และด้วยความเป็นคนมีหัวค้าขายจึงได้เป็น ตัวแทนส่งไก่และไข่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จากนั้นจึงได้เก็บสตางค์ที่ได้จากหยาดเหงื่อแรงกายมาสร้างหอพัก เปิดให้นักเรียนนักศึกษาใน จ.กาฬสินธุ์ ได้เช่าพักอาศัยจนถึงทุกวันนี้

 หลังจากได้ศึกษาเพิ่มเติมจนจบวุฒิปริญญาตรีเอกดนตรีศึกษา จาก วิทยาลัยครูมหาสารคาม จึงมาเปิดหลักสูตรวิชาเอกดนตรีสากล ของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ และบุกเบิกวงสตริงคอมโบ้ของนักเรียนที่นั่นจนมีชื่อเสียงโดงดังไปทั่วในแถบย่านอีสานตอนบน และเคยนำวงดนตรีสากลของวิทยาลัยนาฏศิลกาฬสินธุ์ ตามเสด็จ สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปแสดงที่ประเทศลาว ซึ่งในช่วงนั้นวงดนตรีสากลของวิทยาลัยนาฏศิลกาฬสินธุ์มีชื่อเสียงและงานแสดงมาก จึงทำให้มีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นจากเดิม จนสถาบันได้ตำแหน่งอาจารย์สอนดนตรีสากลมาประจำเพิ่มขึ้นอีก 5 คน และก็ได้ช่วยกันผลิตนักดนตรีสากลของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์อย่างมีคุณภาพ จนหลายๆ คนได้ไปเป็นครูอาจารย์และหลายคนก็กลายเป็นนักดนตรีสากลอาชีพของวงดนตรีที่มีชื่อเสียงอย่าง วงโปงลางสะออน

 ยังไม่ทันไรก็หมดเนื้อที่อีกแล้ว เอาไว้ฉบับหน้าลองมาดูว่า อาจารย์จิรพจน์ จึงบรรเจิดศักดิ์ เขามีวิธีอย่างไรถึงได้ก้าวเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด...สวัสดีครับ

"ขุนอิน"