
ขับเคลื่อนไทยสู่"ฮับเมล็ดพันธุ์เอเชีย"สารพัดปัญหารัฐ-เอกชนต้องจับมือกัน
ในห้วงเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมาดูเหมือนว่าธุรกิจอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทย มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถครองแชมป์การส่งออกเป็นอันดับที่ 1 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นอันดับ 12 ของโลก อย่างล่าสุดสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยสรุปตัวเลขการส่งออกเมล็ดพันธุ์ของ
การที่ธุรกิจอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทย มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วนั่นเอง ทำให้ผู้ประกอบการของต่างตั้งความหวังว่า ในอนาคตอันไม่ไกลนี้ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ความเป็น "ฮับเมล็ดพันธุ์เขตร้อนแห่งเอเชีย" แต่กระนั้นดูเหมือนว่า ไม่ง่ายนัก เพราะยังมีตัวปัจจัยอีกหลายอย่างที่คอยบั่นทอนธุรกิจด้านนี้ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ และการละเมิดลิขลิทธิ์ รวมถึงความเป็นยักษ์ใหญ่ภาคของจีนด้วยเป็นต้น
นายพาโชค พงษ์พานิช สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวว่า ตลอดระยะ 8 ปีที่ผ่านมา การค้าและอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งในแต่ละปีจะมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจเมล็ดพันธุ์ตกปีละราว 7,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2553 มูลค่าส่งออกราว 2,700 ล้านบาท โดยมีเมล็ดพันธุ์ที่มีมูลค่าส่งออกมากที่สุดเกินครึ่ง เป็นเมล็ดพันธุ์พืชไร่ จำพวกข้าวโพด รองลงมาเป็นเมล็ดพันธุ์ผัก แสดงให้เห็นว่าศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ของไทยนั้นได้ก้าวไกลแล้ว ฉะนั้นรัฐต้องสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ก้าวสู่การเป็นฮับเมล็ดพันธุ์เขตร้อนของเอเชีย
"ผมเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านเมล็ดพันธุ์ขึ้นมา เพื่อร่วมกำหนดทิศทาง พร้อมกับยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างแบรนด์ของตนเองแทนรับจ้างผลิตเหมือนที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นต้องเร่งทบทวนปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตด้วย เพื่อเป็นการสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ที่ยั่งยืน เพราะปีนี้ (ปี 2554) ราคาพืชผลแนวโน้มดีขึ้นจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกและผลกระทบจากภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตภาคเกษตรลดลง" นายพาโชค กล่าว
นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวอีกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การค้าเมล็ดพันธุ์ในตลาดโลกมีมูลค่าประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา โดยมีประเทศเนเธอร์แลนด์ส่งออกเมล็ดพันธุ์มากที่สุดมีมูลค่ากว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 19.8 รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี ชิลี และเดนมาร์ก จะเห็นว่าตลาดส่งออกหลักร้อยละ 60 อยู่ในสหภาพยุโรป เนื่องจากได้รับการสนับสนุนด้านงานวิจัยและพัฒนาจากภาครัฐ และการเลือกผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อีกทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาและควบคุมเมล็ดพันธุ์เป็นอย่างดีด้วย ส่วนประเทศไทยส่งออกอันดับที่ 12 ของโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกว่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตลาดหลักที่ไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์ผักจำพวกแตงโม แตงกวา มะเขือเทศ และพริก คือประเทศเนเธอร์แลนด์ เวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น รองลงมาได้แก่กลุ่มเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ส่งออกไปยัง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
ด้าน ดร.ชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร อุปนายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวว่า การที่จะให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นฮับเมล็ดพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชนควรร่วมมือกันในการกำหนดทิศทาง และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย และควรตระหนักอยู่เสมอว่าในช่วงเวลาที่ไทยกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยอยู่นั้นประเทศอื่นๆ ก็กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืชด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแนวทางในการพัฒนาเพื่อให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นฮับเมล็ดพันธุ์มี 4 ปัจจัยด้วยกัน
ปัจจัยแรกคือการวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์เมล็ดพันธุ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เพราะในปัจจุบันการขยายพื้นที่การผลิตให้เพิ่มมากขึ้นนั้นแทบจะเป็นไปได้ยาก เพราะพื้นที่ทำการเกษตรเริ่มมีลดลง ดังนั้น การพุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมวิจัย และพัฒนาจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ปัจจัยที่สองต้องพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ไทยควบคุมเพื่อการค้า ทั้งการส่งออก-นำเข้าเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นทั้งด้านคุณภาพ และมาตรฐานให้ประเทศผู้นำเข้าได้ยอมรับ
ปัจจัยที่สาม เน้นการพัฒนาบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากรถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่เกษตรกร ต้องมีการพัฒนาความรู้ และยกระดับความสามารถของตน
และปัจจัยสุดท้าย ต้องมีเครื่องหมายการค้าเป็นของตัวเอง ปัจจุบันที่บริษัทไทยหลายบริษัททำธุรกิจในลักษณะของการรับจ้างเมล็ดพันธุ์ให้แก่ต่างชาติ ส่งผลให้ไม่มีแบรนด์ทางการค้าเป็นของไทยเอง ดังนั้นทุกฝ่ายควรกระตุ้นให้คนไทยเกิดการตื่นตัวในเรื่องเมล็ดพันธุ์ ตระหนักถึงความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ของไทยเองมากกว่าการรับจ้างผลิตจากชาวต่างชาติ
พอจะมองเห็นได้ว่า การตั้งความหวังที่จะให้ไทยเป็นฮับเมล็ดพันธุ์เขตร้อนของเอเชียนั้น แม้จะมีความเป็นได้แต่ดูเหมือนว่าหากสมหวังจริงก็ต้องฮืดขึ้นคอพอสมควร
เดินหน้าจัดกิจกรรมเสริมความรู้
ส่วน นายสุวรรณี ประเทืองสิทธิ์ กรรมการบริหารสมาคม กล่าวถึงแผนการดำเนินงานของสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ในปี 2554 ว่าจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับสมาชิก เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของไทยให้เจริญก้าวหน้า เช่น เสนอกรมวิชาการเกษตร ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของประเทศไทย เป็นตัวแทนของสมาชิก ทั้งเพื่อนำข้อคิดเห็นต่างๆ เสนอต่อภาครัฐ นำไปหาแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้
นอกจากนี้ จะมีการจัดอบรม-สัมมนาให้ความรู้กับสมาชิก เช่น การดูแลรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเรื่องอื่นๆ ตามความเหมาะสม สานต่อโครงการ “ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์คุณภาพ” ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรได้เข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2551
ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาร้านค้าที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้ปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้ได้มาตรฐานตามกฎหมาย และมีความรู้เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ เพราะสิ่งเหล่านนี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ว่า ได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานจากร้านที่มีป้าย “ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์คุณภาพ” ปัจจุบันมีร้านค้าที่ได้รับป้ายแล้วประมาณ 400 ร้านค้า
ดลมนัส กาเจ



