
มองอุบัติเหตุโทลล์เวย์สังคม-คน-รถตกร่องการพัฒนา
อุบัติเหตุที่มีคนสูญเสียชีวิตร้ายแรงครั้งหนึ่ง คงหนีไม่พ้นกรณีรถตู้และรถซีวิคบนเส้นทางโทลล์เวย์ ซึ่งเป็นกรณีที่สังคมต้องคิดตามและผู้รับผิดชอบต้องมีหน้าที่แก้ไขและป้องกันกันต่อไป และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป อย่าให้เหมือนเรื่องอื่นๆ ของสังคม
โทลล์เวย์ ตามความหมายของคนทั่วไปคือ ถนนหรือเส้นทางที่ต้องชำระค่าผ่านทางและเป็นทางด่วนสำหรับนักขับขี่เชี่ยวชาญและมีความรู้ ลักษณะถนนเช่นนี้ไม่ใช่ทางด่วน และทางลอยฟ้าที่เมืองไทยมีอยู่ ทั้งหมดไม่ใช่ทางด่วน แต่เป็นทางที่สร้างขึ้นมารองรับปริมาณของประชากรรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันเท่านั้น การที่ไม่ใช่ทางด่วน คือ มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยสูงมาก
เส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดของประเทศไทย ณ วันนี้มีเพียงเส้นทางเดียวที่กำหนดให้ใช้ความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นคือ ถนนสายมอเตอร์เวย์ เพราะมีเฉพาะรถยนต์เท่านั้นที่อนุญาตให้ใช้ทางเส้นนี้ได้ ถนนสายนี้มีรั้วกันสัตว์เข้าบริเวณทาง และที่สำคัญพื้นที่บริเวณด้านข้างมีพื้นที่ว่างหรือ Road clear zone ซึ่งคอยทำหน้าที่ดักรถที่ตกไปด้านซ้ายของทาง พื้นที่ว่างเป็นดินอ่อนๆ มีหญ้าขึ้นรกๆ เส้นทางที่ปลอดภัยสูงจะต้องมีพื้นที่ว่างด้านข้าง สนามบินก็เช่นเดียวกันมี Runway clear zone ไว้เผื่อเครื่องบินไถลลื่นออกนอกรันเวย์ ก็จะตกไปติดกับพื้นที่ด้านข้าง เราคงจำกรณีอดีตประธานาธิบดีอังกฤษ โทนี แบลร์ เครื่องบินลำที่เขาโดยสารไปลงที่ไมอามีสหรัฐอเมริกา วิ่งเลยรันเวย์ออกไปก็ถูก Runway clear zone ดักไว้
สำหรับทางลอยฟ้า หรือโทลล์เวย์ ในมาตรฐานสากลแล้วเขาจำกัดความเร็วไว้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งแทบทุกวันเราเห็นไฟสีเหลืองอำพันกะพริบแสดงเลข 80 ซึ่งแปลว่าอนุญาตให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหตุผลเพราะ หนึ่งถนนสูง และเมื่อเกิดอุบัติเหตุการช่วยเหลือทำได้ช้าเพราะทางขึ้น-ทางลงอยู่ไกล ถ้ารถทุกคันใช้ความเร็วตามถนนกำหนดรถที่วิ่งอยู่บนโทลล์เวย์ ไม่มีโอกาสแซงกันแม้แต่คันเดียว เพราะทุกคันขึ้นมาความเร็วสูงสุดได้เพียง 80 กิโลเมตรเท่านั้น ขึ้นก่อนถึงก่อน ขึ้นทีหลังย่อมช้ากว่าเป็นธรรมดา
การรณรงค์ให้คนใช้เส้นทางได้ทราบและพัฒนาพฤติกรรมการขับบนโทลล์เวย์ คือหนึ่งแนวทางที่มีความสำคัญอย่างยิ่งรัฐบาลและบรรดาหน่วยงานต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องหันหน้ามาจับมือกันเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้ผู้ใช้ถนนได้ทราบแนวทางปฏิบัติ อุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นบนทางยกระดับและได้รับการแก้ไขแล้วคือ รถกระบะบรรทุกผู้โดยสารต้องมีหลังคาจึงจะสามารถใช้ทางได้ แล้วมีคำถามว่าแล้วถ้าความเร็วล่ะ เราจะกำหนดหรือใช้เกณฑ์อะไรมาจับล่ะ ง่ายนิดเดียวครับ กำหนดเวลา เช่น ขึ้นจากด่านธรรมศาสตร์รังสิต ถึงทางลงรัชโยธิน 20 นาที ถึงดินแดง 25 นาที ออกใบเตือนคันไหนเกิน 3 ครั้งห้ามขึ้นทางลอยฟ้าหนึ่งปี
ผู้ปกครองที่ปล่อยให้ลูกยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่ขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุผู้ปกครองต้องได้รับโทษด้วยตามกฎหมาย เจ้าของรถคนไหนอนุญาตให้คนขับที่ยังเป็นเยาวชนยังไม่มีใบขับขี่นำรถของตนไปขับก็ต้องได้รับโทษด้วยตามกฎหมาย ใครขับรถไปชนคนตาย คนขับจะนามสกุลอะไร คนตายจะเป็นยาจกหรือกรรมกร คนก่อเหตุต้องรับโทษตามกฎหมาย คนเสียหายต้องได้รับการดูแลและได้สิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีคนกลางหรือเจ้าหน้าที่ของภาครัฐคอยช่วยเหลือให้อุบัติเหตุจบลงได้
คนขับรถไม่ทราบหรอกว่าในรถคันที่ร่วมใช้ถนนมีใครนั่งมาบ้าง สมมติว่าเห็นเลขทะเบียนสวยๆ หรือมีรถคุ้มกันหน้าหลัง มีรถนำหน้าก็เดาว่าคงเป็นคนมีอภิสิทธิ์ คิดแค่นั้นก็พอ คิดมากก็ใช่เรื่องของเรา
กรณีรถเก๋งชนกับรถตู้มีผู้โดยสารกระเด็นออกนอกรถเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ขอให้เป็นสิ่งเรียนรู้ “ว่านี่แหละคือมาตรการการควบคุมกำกับดูแลไม่สอดคล้องกับความเจริญ” “พัฒนาถนนแต่ไม่พัฒนาคน ทั้งๆ ที่กฎหมายก็มีอะไรก็มีเยอะแยะมากมาย” ประเด็นที่น่าคิด เช่น
1.เจ้าของเส้นทาง ถ้าคืนเกิดเหตุมีไฟแสงสว่างและตัวเลข 80 กะพริบในขณะเกิดเหตุ เจ้าของทางไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเพราะทำตามมาตรฐานแล้ว
2.กฎหมายรองรับ หรือให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจจับผู้ขับที่ขับเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมีออกมาแล้วหรือยัง ถ้ากฎหมายยังไม่มีออกมา ตำรวจจะจับได้ด้วยวิธีอะไร เอาสวิงเอาแหมาจับได้ไหม
3.ปัจจุบันนี้การจราจร ขาออก ย่านดอนเมืองบางวันมีตำรวจดักจับความเร็ว คันไหนเกิน 120 กม/ชม.จะถูกจับ กฎข้อนี้หน่วยงานใดเป็นผู้เขียน (มีเส้นทางเดียวที่จับ เส้นทางอื่น ๆ ไม่เคยเห็น - ทำดีแห่งเดียว)
4.รถส่วนมากวิ่งเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะต้องทำอย่างไรต่อไป
5.น้ำหนักของถังเอ็นจีวี และน้ำหนักบรรทุก ที่พอดีคือเท่าไร
เราคงตระหนักและให้ความสำคัญกับคุณค่าของชีวิต ไม่เพียงแค่ของคนอยู่ในรถตู้ บรรดาชาวบ้านร้านตลาดคนทั่วไป เมื่อพวกเขาได้ความเสียหาย เขาต้องได้รับความเป็นธรรมเหมือนๆ กันทุกคน
วณัฐสุข สงวนศิริ
[email protected]
หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันอุบัติเหตุ ผู้ผ่านการรับรองจากสถาบัน Smith System Driver Improvement Institute,Texas และผ่านการอบรมหลักสูตร Loss Prevention System ปัจจุบันเป็นผู้ฝึกสอนหลักสูตร “การพัฒนาพฤติกรรมการขับรถ” ของศูนย์อบรมขับขี่ปลอดภัยaDTC



