
"มาร์ค"รับ5ข้อเสนอสภานร.เข้าครม.
"อภิสิทธิ์" รับ 5 ข้อเสนอสภานักเรียนเข้าครม. หลังสภานร.นำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไข
(8ม.ค.) เวลา 10.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ร่วมงานฉลองวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2554 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้คำขวัญที่ว่า “รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ” โดยโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอจาก“สภานักเรียนไทย” ซึ่งเสนอประเด็นปัญหาพร้อมแนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อนำไปพัฒนาเยาวชนใน 5 ประเด็นด้วยกัน คือเรื่องเพศศึกษา ปัญหาความรุนแรง ความเสื่อมโทรมของสถาบันครอบครัว ความสมานฉันท์และการขาดแคลนบุคลากรด้านคณิตศาสตร์ของเด็กพิการ
ซึ่งปัญหาเรื่องเพศศึกษา นางสาวศศิกาญจน์ จิตตวะนา ชั้นม. 4 โรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน เสนอว่า ควรให้การเรียนรู้เพศศึกษามีความจริงจัง เพราะส่งผลกระทบต่อการเรียนการศึกษา เช่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การท้องในวัยเรียนนำไปสู่ การทำแท้งที่ผิดกฎหมาย เพราะโรงเรียนยังไม่กล้าสอนเรื่องนี้อย่างจริงจัง แนวทางแก้ไขคือ 1. ต้องการให้โรงเรียนหรือสถานศึกษามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาให้มากขึ้น 2. อยากให้ภาพรัฐ-เอกชนเข้ามามีบทบาทสนับสนุนจัดกิจกรรมให้เด็ก 3. ให้ผู้ปกครองมีบทบาทให้มากขึ้น เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลา จึงอยากให้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้ของลูกหลาน และ 4. ให้รัฐบาลเร่งรัดทำนโยบายนี้
ส่วนปัญหาเรื่องความรุนแรงในสังคมไทย นายจิตติพัฒน์ มากแก้ว ม. 5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จ.ปัตตานี กล่าวว่า จากสื่อต่างๆ ปรากฏภาพ คลิปวิดีโอที่มีความรุนแรง เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ การทะเลาะตบตีของวัยรุ่น ซึ่งมีหลายหน่วยงานพยายามแก้ไขแต่ไม่สำเร็จ ยังก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่น จึงเห็นว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาในเชิงรุก 2 ประเด็น 1. สภานักเรียนจะร่วมมีบทบาทในการดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน สร้างเครือข่ายเพื่อลดความรุนแรง เริ่มจากครอบครัว โรงเรียนและสังคมตามลำดับ 2. รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน โดยทำงานร่วมกับสภานักเรียน การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ล่วงละเมิดอย่างเคร่งครัด และดูแลผู้ถูกละเมิดให้เขาอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
สำหรับประเด็นปัญหาความเสื่อมโทรมทางครอบครัว นายบรรพต กาญกมล โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา จ.นครปฐม ระบุว่า ครอบครัวส่วนใหญ่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เลี้ยงลูกด้วยเงิน เด็กขาดความอบอุ่นและที่พึ่งทางจิตใจ ทำให้เด็กหันไปหาสื่อ สถานบันเทิง โดยเฉพาะสื่อทีวี เว็บไซต์ ซีดีเถื่อนและรายการทีวีทางเคเบิลที่ไม่มีหน่วยงานตรวจสอบได้ นอกจากนั้นเด็กยังนิยมเที่ยวสถานเริงรมที่ใกล้บ้านและสถานศึกษาเพื่อให้ได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ส่วนแนวทางแก้ปัญหาคือ 1. สถาให้สภานักเรียนร่วมกับสมาคมผู้ปกครองตั้งเครือข่ายช่วยเหลือนักเรียน อาทิ ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯจัดตั้งและเปิดสอนให้ความรู้พ่อแม่ 2. กระทรวงศึกษาธิการหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สื่อท้องถิ่นอย่างวิทยุชุมชนรับให้คำปรึกษาปัญหาของเยาวชน 3. รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายทางด้านสื่ออย่างเด็ขาด 4. ส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนผลิตสื่อเพื่อเยาวชนโดยไม่เลือกช่องใดช่องหนึ่ง
เรื่องความสมานฉันท์ นางสาวซอฟีย๊ะ ยีละงู โรงเรียนท่าแพผดุงวิทย์ จ.สตูล กล่าวว่า เดิมสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเอื้ออาทร เป็นพี่น้องกัน เป็นสังคมแห่งรอยยิ้มมีความปรองดองสมานฉันท์กันทุกภาค ปัญหาความแตกแยกมีน้อยมาก แต่ระยะหลังสังคมไทยเริ่มเปลี่ยนไป ความสมานฉันท์น้อยลง มีความแตกแยกเป็นกลุ่ม ซึ่งมีแนวทางแก้ปัญหาคือ 1. สร้างจิตสำนึกให้คนมีจิตสาธารณะ เคารพกฎกติกาของสังคม โดยมีการอบรมทุกภาคทุกจังหวัดไปจนถึงระดับสถาบันครอบครัว และขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญของการจัดกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ 2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกของเด็กอย่างบูรณาการด้วยกระบวนการค่าย อาทิ เดย์แคมป์หรือแบบค้างคืน โดยจัดเดือนละครั้ง ขอให้รัฐบาลพิจารณางบประมาณในการนี้อย่างต่อเนื่อง และ 3. รัฐบาลส่งเสริมให้ชุมชนจัดกิจกรรมหลากหลายให้เกิดความสมานฉันท์ในทุกภาคส่วนในสังคม
และประเด็นสุดท้ายคือการขาดแคลนบุคลากรด้านคณิตศาสตร์ของเด็กพิการนั้น นายสุทธิพงศ์ อัศวภูมิ โรงเรียนสอนคนตาบอดในพระบรมราชินูปถัมภ์ จ.เชียงใหม่ เสนอว่าปัจจุบันบุคลากรที่จบด้านคณิตศาสตร์ของคนพิการมีน้อย ทำให้เด็กไม่เข้าใจสื่อการเรียนการสอน จึงมีแนวทางแก้ไขคือ 1. ให้รัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนการผลิตสื่อการเรียนการสอนให้ผู้พิการ 2. ให้รัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนคนที่จบด้านคณิตศาสตร์สำหรับคนพิการโดยเฉพาะให้มากขึ้นและเพียงพอ และสุดท้ายอยากให้รัฐบาลสนับสนุนให้โรงเรียนหลายพื้นที่ให้คนพิการเข้าเรียนร่วมในทุกระดับชั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น นายกรัฐมมนตรี ได้ตอบรับประเด็นปัญหาจากสภานักเรียนฯว่า ปัญหาเรื่องเพศศึกษานั้นเมื่อปลายปี 2552 ตัวเลขเรื่องการท้องไม่พร้อมในหมู่เยาวชนเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นถือว่าสูง จึงขอให้กระทรวงพัฒนาสังคมไปจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหา ซึ่งช่วงแรกมีการณรงค์และทำโครงการแม่วัยใส พบว่าสิ่งที่ทำได้ดีคือเมื่อเกิดปัญหาในการช่วยทั้งแม่และเด็กแต่การป้องกันยังทำไม่ได้เท่าที่ควร จึงให้การศึกษาให้เจาะลึกลงไปเพราะในอดีตการรณรงคป้องกันปัญหาเข้าไม่ถึงกลุ่มเสี่ยง ดังนั้นเมื่อปลายปี 2553 พม.ได้รวบรวมแนวทางและนำเสนอครม.ให้อนุมัติยุทธศาสตร์เรื่องการท้องไม่พร้อม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่สภานักเรียนเสนอ คือการให้ความรู้เยาวชนเรื่องเพศศึกษา โดยจะให้ความรู้ และให้คำปรึกษาปัญหาแบบครบวงจรมากขึ้น
“ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพร้อมแล้วที่จะนำเรื่องนี้ไปในโรงเรียนตามความเหมาะสม และประสานกับภาคประชาชนเพื่อนำเสนอผม โดยจะเปรียบเทียบพื้นที่ของแต่ละโรงเรียนว่าปัญหาลดน้อยลงอย่างไร และนอกจากนี้กระทรวงสาธารณะ(สธ.)และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ มีการเปิดสายด่วนให้คำปรึกษาเรื่องเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งสธ.รายงานในที่ประชุมครม.ว่านับแต่มีการเปิดสายด่วนมีการโทรเข้าไปปรึกษามาก และคำถามที่มีมากที่สุดคือจะปฏิเสธเรื่องมีเพศสัมพันธ์ได้อยางไร เพราะนั่นแสดงว่ามีแรงกดดันจึงเป็นปัญหา ข้อเสนอนี้คิดว่าสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจทำอยู่แล้ว และมีมาตรการที่รัฐบาลจะผลักดันอาทิ กฎหมายการอนามัยเจริญพันธุ์ด้วย”นายกฯ กล่าวและระบุด้วยว่า สิ่งที่จะช่วยได้คือมีเสียงสะท้อนกลับมาว่าในการจัดให้ความรู้เรื่องนี้เข้าเป้าหรือไม่ เพราะบางทีการสื่อสารของครูกับนักเรียนมีช่องว่าง จึงอยากจะสภานักเรียนติดตามด้วว่ามีอะไรต้องปรับปรุงบ้าง
นายกฯ กล่าวถึงปัญหาความรุนแรงว่า ขณะนี้สังคมไทยมีความรุนแรงโดยลำดับแรกต้องรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนปฏิเสธความรุนแรง ทั้งนี้สังคมมีความหลากหลายแตกต่างกันซึ่งต้องยอมรับ โดยจะหวังให้คิดเหมือนกันคงไม่ได้ ความไม่เห็นพ้องมีแน่ แต่ถึงแม้จะแตกต่างแล้วจะทำอย่างไรให้การใช้ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายและการรณรงค์เพื่อแก้ปัญหารัฐบาลจะรับไปดำเนินการ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาความเสื่อมโทรมของสถาบันครอบครัวนั้นเรามีสมัชชาครอบครัวอยู่แล้ว และกระทรวงพัฒนาสังคมก็ทำงานด้านนี้ โดยจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมให้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยจะมีการให้คำปรึกษาดูแลตั้งแต่ตั้งแม่ตั้งครรภ์ ไปจนถึงการเลี้ยงดูลูกในเรื่องโภชนาการ ซึ่งทั้งหมดแผนปฏิรูปประเทศไทยที่ตนแถลงไปเมื่อช่วงวันปีใหม่ มีการพูดถึงเรื่องศูนย์เด็กเล็กทุกตำบล ส่วนเรื่องของสื่อนั้นรัฐบาลจะนำเสนอกฎหมายสื่อสร้างสรรค์เข้าที่ประชุมสภาสมัยหน้า ซึ่งมีการตั้งกองทุนในการผลิตรายการที่เป็นประโยชน์กับเด็ก
“ปัจจุบันมีคนอยากทำงานด้านนี้เยอะแต่ทำเสร็จแล้วอยู่ไม่รอด ไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะไม่สามารถดึงโฆษณามาเป็นรายได้ได้เท่าที่ควร ซึ่งผมได้เชิญผู้ประกอบการด้านสื่อมาคุยว่าจะทำอย่างไรให้เป็นสื่อที่ปลอดภัยสำหรับเด็กมากขึ้น อีกทั้งปีนี้เราจะมีกสทช.ที่ทำหน้าที่ให้ใบอนุญาตกับทีวี-วิทยุ ซึ่งกสทช.ต้องนำเรื่องของพื้นที่สื่อที่ดีไปประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งรัฐบาลคงจะนำเสนอด้วยเ”นายกฯ กล่าว
ส่วนปัญหาความสมานฉันท์นั้น นายกฯ กล่าวเพียงสั้นๆว่า ความขัดแย่งที่เกิดขึ้นการเมืองทั่วไป และ 3 จังหวัดชายแดดนภาคใต้นั้นรัฐบาลก็ให้ความสำคญในการใช้กิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อเชื่อมความสมานฉันท์ ซึ่งข้อสนเอต่างๆของสภานักเรียนนั้นก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะรับไป สำหรับเรื่องของเด็กพิการที่ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนนั้นรัฐบาลก็ขอรับไป ทั้งนี้เมื่อต้นปีตนเพิ่งประกาศนโยบายปฏิรูปเรื่องโอกาสการเรียนร่วมก็มีเช่นกัน
“ขอเรียนว่าทุกข้อเสนอที่เสนอล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น น่ายินดีว่าเรามองปัญหาตรงกัน และการแก้ปัญหาก็สอดคล้องกัน มติข้อเสนอเหล่านี้ก็จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อให้หน่วยงานต่างๆให้การสนับสนุนและผลักดันต่อไป ผมขอขอบคุณและชื่นชมกับสภานักเรียนที่ให้ข้อเสนอกับรัฐบาล”นายกรัฐมนตรี กล่าว



