
"อรุณซัวซไดย โอนฉลองไทย-กัมพูชา60ปี
อรุณซัวซไดย โอน สวัสดีตอนเช้าครับ สมนึก อรรถดารา ตากล้องของกระทรวงวัฒนธรรม พยายามจะสื่อสารสร้างความสัมพันธ์กับหญิงสาวแห่งกรุงพนมเปญ เจ้าบ้านผู้มาคอยต้อนรับ เขาถึงกับดีใจที่หญิงสาวผู้นั้นยิ้ม
โค้งตัวเล็กน้อยแล้วนำน้ำมาเสิร์ฟให้ถึงที่ โดยตลอดการเดินทางไปร่วมงาน โครงการใช้มิติทางวัฒนธรรมและศาสนาเป็นสื่อในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชา ช่างกลางเดือนธันวาคม 2553 นั้น เขามีความพยายามอย่างไม่ลดละจะสื่อสารกับชาวกัมพูชาที่ได้พบเจอ ทั้งประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ทั้งหมดมิได้มองเป็นปัญหา กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความเข้าใจ
ความพยายามของ สมนึก เป็นตัวอย่างเล็กๆ ระดับประชาชนรากหญ้าทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชามีให้กันมายาวนาน 60 ปี ย้อนไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2493 ไทยเริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาเป็นครั้งแรก กัมพูชาและไทยมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน มีความสัมพันธ์ในระดับประชาชน โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนที่ใกล้ชิดกัน มีการแลกเปลี่ยนทางการค้า เงินตรา ของกินของใช้ แต่การอยู่ใกล้กันก็เหมือนลิ้นกับฟัน ต้องพึ่งพาอาศัยกันแต่ก็มีเรื่องให้กระทบกระทั่งกันบ้าง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร แต่ทุกครั้งปัญหาก็สามารถคลี่คลายด้วยการทำความเข้าใจอันดีร่วมกัน ขณะนี้รัฐบาลไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี เริ่มรื้อฟื้นสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทุกๆ ด้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป
การได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมเดินไปกระชับมิตรระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งล่าสุด ในโครงการใช้มิติทางวัฒนธรรมและศาสนาเป็นสื่อในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา มี “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นหัวหน้าคณะ พร้อมผู้บริหาร ไปจัด 3 กิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนด้านนาฏศิลป์ การทอดผ้าป่า ณ วัดบัวตูม และการแสดงทางวัฒนธรรม โดยมี นายคิม ซารึ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลปะ ในฐานะที่ปรึกษา สมเด็จฮุน เซน ต้อนรับ เวลาเพียง 3 วันคงไม่อาจจะสรุปใดๆ ได้ แต่สิ่งที่ได้รับในเวลาอันสั้นนี้คือท่าที ความรู้ของประชาชนระดับรากหญ้าของฝั่งชาวกัมพูชาต่างต้อนรับ เข้าร่วมกิจกรรม ให้เสียงปรบมือในฐานะมิตร ไม่ใช่ความรู้สึกหวาดระแวง ความกลัวกัน ในฐานะศัตรูหรือคู่แข่ง ทั้งที่ช่วงนั้นอยู่ระหว่างเกิดกรณี 3 คนไทยถูกจับอยู่ที่กัมพูชา
“เราแบ่งกันแสดงโขนคนละตอนต่อเนื่องกัน มีพระลักษมณ์ พระราม นางสีดาเหมือนกัน ดูแทบไม่ออกว่ามีความแตกต่างกันตรงไหน รวมถึงการแสดงจากชนเผ่า เราก็เหมือนกัน รำดึงครกดึงสากของกัมพูชาเมื่อดูๆ ไปก็เหมือนกับการแสดงเดียวกันกับรำลาวกระทบไม้ทางภาคอีสานบ้านเรานี่เอง ผู้ชมทั้งชาวกัมพูชาและคนไทยที่ไปทำงานที่นั่นต่างก็ชื่นชอบ จะเห็นว่ามิติวัฒนธรรมอยู่เหนือความขัดแย้งใดๆ ช่วยรักษารอยร้าวความรู้สึกระหว่างชาวกัมพูชาและไทยให้ดีต่อกัน” นายนิพิฏฐ์ กล่าว
ในโอกาสเยือนกัมพูชาครานี้ถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เข้ากราบนมัสการ “สมเด็จพระสังฆราชบัวคลี่” ประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ท่านได้ให้มุมมองความสัมพันธ์ด้านศาสนาระหว่างสองประเทศว่า “ความสัมพันธ์ราชอาณาจักรไทยกับกัมปูเชียนั้นในทางศาสนาเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทางการกัมปูเชียได้นิมนต์พระสงฆ์ไทยมาเผยแผ่พุทธศาสนาฝังรากลึกบนแผ่นดินอารยธรรมโบราณ เราอาจจะมีความแตกต่างทางภาษา แต่เราเรียนรู้พระธรรมวินัยเดียวกัน เรามีสัมพันธ์แน่นแฟ้น ทางการกัมพูชาส่งพระสงฆ์ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ประเทศไทยอยู่เป็นประจำ หากไทยมีกิจกรรมด้านศาสนา เช่น วันวิสาขบูชาโลก ทางคณะสงฆ์กัมพูชาจะเดินทางไปเข้าร่วมงานเสมอ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหาอะไร”
ได้ยินเช่นนี้จากท่านสมเด็จพระสังฆราชบัวคลี่ก็ยังพออุ่นใจได้บ้าง อย่างน้อยความขัดแย้งเขาพระวิหารก็ไม่ได้ทำลายความสัมพันธ์ไทยกัมพูชาไปเสียทั้งหมด “โอน โอน” ข้าพเจ้าตื่นจากพะวัง เมื่อได้ยินเสียง สมนึก ตากล้องเจ้าเก่ารายเดิมกำลังทดสอบภาษาเขมรที่แอบถามจากล่ามท้องถิ่นมา เรียกพนักงานเสิร์ฟในร้านคนหนึ่ง เขายิ้มภูมิใจพร้อมกับพูดออกมาว่า “เฮ้ย เขาเดินมาแล้ว” จากนั้น สมนึก ก็ทำท่าทางขึงขังชี้ไปที่หลอดดูดน้ำแล้วชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว เด็กเสิร์ฟเห็นดังนั้นรีบพยักหน้าแล้วเดินหันกลับไปในห้องครัว ทุกคนปรบมือให้สมนึกว่า เออเอ็งเก่ง สื่อสารกับสาวเขมรรู้เรื่อง แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนาน กระทาหนุ่มสื่อมวลชนรายหนึ่งชะโงกหน้าไปทางห้องครัว พร้อมบ่นว่า “พี่นึกๆ ให้เขาไปหยิบหลอดน้ำอันเดียว นานจัง” และแล้วการรอคอยก็สิ้นสุดเมื่อเด็กเสิร์ฟเดินมาพร้อมกับน้ำอ้อยอีก 1 แก้ว สมนึก โพล่เป็นภาษาไทยดังๆ ว่า “เฮ้ยฉันสั่งหลอดดูดน้ำเอาน้ำอ้อยมาให้ทำไมเนี่ย” ทำเอาผู้ร่วมโต๊ะกินก๋วยเตี๋ยวเขมรวันนั้นฮากับความพยายามของ สมนึก ครั้งนี้จริงๆ
พวกเราลาดินแดนแหล่งอารยธรรมพันปีด้วยการเก็บภาพวิถีชีวิต ความวิจิตรงดงามของวัดวาอาราม วัดบัวตูม วัดพระแก้ว วัดพนม (ที่มาของกรุงพนมเปญ) พระราชวังเขมรินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตลาดพซาเทมย หรือ Central Market และตลาดซัมปัวเทมย จากการพูดคุยกับคนไทย นักธุรกิจไทยในพนมเปญ ส่วนใหญ่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้เราจะมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่กัมพูชายังเป็นเหมืองทองของนักธุรกิจไทย มีบริษัทมาทำธุรกิจอ้อยและน้ำตาล ท่าเรือ โรงพยาบาล โรงแรม ท่องเที่ยวเป็นอันดับ 5 รองจากมาเลเซีย จีน ไต้หวันและสหรัฐอเมริกา ไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าจากไทยมาขาย อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย เครื่องสำอาง สบู่ การค้ารวมระหว่างไทยกัมพูชาปี 2552 มีมูลค่า 56,578.4 ล้านบาท
การเดินทางครั้งนี้ทำให้หลายคนได้คิดว่า ในเมื่อประชาชนทั้งสองประเทศต้องพึ่งพาอาศัยกัน อยู่ร่วมอารยธรรมเดียวกัน จะลาออกจากความเป็นประเทศเพื่อนบ้านรั้วชิดติดกันก็ไม่ได้ ยกประเทศหนีกันก็ไม่ได้ แต่เราจะทำยังไงให้อยู่ร่วมกันได้ต่างหาก เป็นการบ้านที่ “ผู้นำ” ทั้งสองประเทศต้องหันมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง
0 ผกามาศ ใจฉลาด 0รายงาน
สมนึก อรรถดารา ปชส.วธ.ภาพ



