
หวั่นมวยล้มการสอบพระชำแหละช้าง
ประธานชมรมฮักช้างเชื่อพระปล่อยช้างตายหวังกำไรจากการขายซาก จี้รัฐออกกฏหมายคุ้มครองช้างไทยก่อนสูญพันธุ์ แฉไร้กฏหมายเปิดช่องสวมตั๋วรูปพรรณขนช้างประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทย ชาวบ้านใกล้วัดพระชำแหละช้างหวั่นมวยล้ม ชี้เปิดวัดทำพิธีไสยศาสตร์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ
(5ม.ค.) นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ประธานชมรมฮักช้าง จ.เชียงใหม่ ให้ความ เห็นต่อข่าวการเลี้ยงช้างวัดสวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี ต.นาข่า อ.วาปีปทุม จ .มหาสารคาม ว่า ในฐานะคนเลี้ยงช้างรู้สึกตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้นและจากปัจจัย แวดล้อมทำให้เชื่อว่าที่วัดแห่งนี้มีการปล่อยให้ช้างอดตายจริง เพราะราคาซากช้าง ที่สูงกว่าราคาช้างมีชีวิตอาจเป็นแรงจูงใจให้มีการปล่อยช้างอดตายหวังกำไรจาก การขายซากได้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเหตุที่ ช้างล้มเป็นเพราะเจตนาปล่อยช้างล้มหรือเพราะขาดความรู้ในการเลี้ยงดู เพื่อช่วย เหลือช้างที่ยังเหลืออยู่โดยเร็ว และหากพบว่ามีผู้กระทำการทารุณสัตว์ให้มีการดำเนินคดีตามกฏหมายขั้นสูงสุดเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างในอนาคต
ประธานชมรมฮักช้าง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี กฏหมายคุ้มครองช้าง ไม่มีบทคุ้มครอง และ บทลงโทษที่ชัดเจน ทั้งยังไม่มีหน่วย งานบังคับใช้กฏหมายโดยตรง ขณะที่องค์กรที่มีอยู่ เช่น สถาบันคชบาลแห่งชาติ ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการในเรื่องนี้ ทำให้ช้างไทยยังคงถูกทารุณในหลายรูปแบบ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการออกกฏหมายเป็นเรื่องเร่งด่วน
ปัญหาการซื้อขายช้างยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ การที่ไม่มีกฏหมายคุ้มครอง ไม่มีข้อบังคับในการแจ้งเกิด แจ้งตาย และ ทำประวัติรุปพรรณ ทำให้มีการล่าและซื้อขายช้างป่าหรือช้างจากประเทศเพื่อนบ้านนำมาสวมตั๋วรูปพรรณซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายและซื้อขายกันได้ โดยปัจจุบันตั๋วรูปพรรณมีราคาหลายหมื่นบาท ปัญหาดังกล่าวจึงต้องมีกฏหมายที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการสวมตั๋วรูปพรรณอันนำไปสู่การซื้อขายช้างที่มีจุดประสงค์ในการทารุณช้างได้
ชาวบ้านหวั่นมวยล้มสอบพระชำแหละช้าง
ส่วนความคืบหน้ากรณีนายทองทวี พิมเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบวัดสวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี ต.นาข่า อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม หลังมีข้อมูลว่าวัดแห่งนี้ทำเครื่องรางของขลังที่มีลักษณะไปทางอนาจาร ประกาศขายทางเวปไซด์ ซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับสมณเพศจะประพฤติปฏิบัติ
นอกจากนี้ยังมีกรณีช้างที่เลี้ยงไว้ในวัดจำนวน 10 เชือก เกิดล้มป่วยตายติดต่อกัน 3 เชือก โดยทางวัดนำไปชำแหละย่างเนื้อกิน เอาชิ้นส่วนทำเครื่องรางของขลัง ทั้งเนื้อ หนัง หาง และงา โดยเฉพาะงาได้มีการขายไปพร้อมหัวกระโหลกข้างในราคา 2 ล้านบาทอีกด้วย สร้างความเคลือบแคลงใจให้ชาวบ้านอย่างมากว่า ช้างตายเองหรือมีผู้ทำให้ตายเพื่อหวังประโยชน์บางอย่างนั้น
ล่าสุดวันที่ 5 ม.ค. นายทองทวีกล่าวว่า หลังจากที่ทางจังหวัดได้หารือเกี่ยวข้องกับพระวัดสวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธีและได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและหารือกับ หลวงปู่ครูบาธรรมมุนี ฐิตธัมโม เจ้าอาวาส กรณีที่มีช้างล้มในระยะติดต่อกันถึง 3 เชือก นายยิ่งยศ ธนะจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้รายงานเรื่องนี้ว่า สภาพช้างที่ยังอยู่อีก 6 เชือก ซึ่งทางหมอช้างได้เข้ามาตรวจรักษาแล้วสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควร ส่วนประเด็นการเคลื่อนช้างเข้ามาในพื้นที่นั้นทางวัดไม่ได้ขออนุญาตกับทางปศุสัตว์ จึงได้แจ้งให้ขออนุญาตให้ถูกต้อง
"ในส่วนประเด็นอื่นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่วัดและการเข้าไปหากินของช้างว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าชุมชนหรือไม่ รวมทั้งพฤติกรรมของพระที่ไม่เหมาะสม แต่เป็นเรื่องทางศาสนา ทางเจ้าคณะจังหวัดจะต้องออกมาพิจารณาในลักษณะต่าง ๆ ทั้งในเรื่องอายุของพระ ที่มีการสถาปนาตัวเองเป็นหลวงปู่ ทั้ง ๆ ที่มีอายุเพียง 28 ปี และยังมีการขายเครื่องรางของขลังบนเว็บไซต์ ในทางตำรากามสูตร ซึ่งในส่วนนี้ทั้งหมดคณะสงฆ์จะต้องเป็นผู้พิจารณา " ผวจ.มหาสารคามกล่าว
ด้านนายชัยพจน์ คชโคตร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า กรณีที่พระทำวัตถุมงคลสามารถทำได้ แต่ต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน หากนำรายได้มาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บำรุงวัด ก็ไม่ถือว่าผิด ส่วนเครื่องรางของขลังที่มีการขายบนเว็บไซต์ ที่ส่อไปในทางกามารมณ์ อยู่นอกเหนือคำสอนทางพระพุทธศาสนา นอกเหนือคำสอนพระพุทธเจ้า ทำตัวเป็นจอมขมังเวทย์ จอมคาถา ออกไปทางไสยศาสตร์มนต์ดำ เรื่องนี้ถือเป็นเดรัจฉานวิชา ซึ่งทางพระพุทธศาสนาไม่ส่งเสริมและได้ห้ามปรามไม่ให้ประพฤติอีกด้วย
ส่วนกรณีชื่อของพระธรรมมุนีไปพ้องกับชั้นยศของพระระดับชั้นราษฏร์ ซึ่งตามหลักแล้วถือว่าชื่อ ธรรมมุนี เป็นชื่อสามัญ สามารถตั้งได้ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่น่าจะเกี่ยวกับชั้นยศหรือฐานันดรพระราชาคณะ แต่คำนำหน้าที่ใช้ว่า “ครูบา” นั้นเห็นว่าไม่ถูกต้อง ตามหลักพระสังฆาธิการ น่าจะใช้คำว่า “พระธรรมมุนี” จะเหมาะสมกว่า ส่วนการที่เรียกตัวเองว่า “หลวงปู่” หรือ “ครูบา” เป็นเรื่องที่พระสมมติตัวขึ้นเองเพื่อความศรัทธา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของญาติโยม ซึ่งไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงว่าต้องการอะไรกันแน่
"กรณีนำซากช้างมาทำเครื่องรางของขลัง ขัดกับหลักเมตตาธรรม ขัดต่อความรู้สึกของผู้มีศีลธรรมอันดี สัตว์ที่ตายแล้วน่าจะทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนามากกว่า พระพุทธศาสนาสอนได้ให้ไม่เบียดเบียนสัตว์ ในส่วนนี้ทางเจ้าคณะผู้ปกครองจะต้องตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร หากไม่เชื่อฟังก็ต้องปฏิบัติตามจริยาพระสังฆาธิการ มาบังคับใช้กับพระต่อไป" นายชัยพจน์กล่าว
สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปของวัด ภายหลังมีหลายหน่วยงานเข้าตรวจสอบ นายทองคำ อินทะมน ผู้ใหญ่บ้านนาเมือง หมู่ 14 ต.นาข่า อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม กล่าวว่า หลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามได้สั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบวัดสวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี วันรุ่งขึ้นบรรยากาศภายในวัดก็ยังคงคึกคักเช่นเดิม มีประชาชนจากต่างจังหวัดหลั่งไหลเข้าไปทำบุญเช่นเดิม มีการทำพิธีไสยศาสตร์ให้กับผู้เข้ามากราบไหว้ตามปกติ
นายทองคำ กล่าวว่า ที่ผ่านชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่าไม่มีใครสามารถที่จะดำเนินคดีหรือขับไล่พระในวัดออกไปได้ ถึงแม้ทางวัดจะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านก็เห็นๆอยู่แล้วว่าพระทำผิด เลี้ยงช้างปล่อยออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านเสียหายบอกกล่าวก็ยังเมินเฉย เคยแจ้งตำรวจแต่ก็ไม่มีความคืบหน้าหรือมีการดำเนินคดีใดๆ
" ถึงแม้ว่าผู้ว่าจะมีคำสั่งให้หน่วยงานต่างๆเข้าไปตรวจสอบทุกประเด็นไม่เว้นแต่ประวัติของพระ หรือแม้กระทั่งการบุกรุกที่ดิน การชำแหละช้างของทางวัดก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อข่าวเงียบไปทางวัดก็จะเข้าสู่ปกติ เคยทำอะไรก็จะทำอย่างนั้นอีก ชาวบ้านในพื้นที่ก็ต้องทนเดือดร้อนจากช้างมาทำลายพืชผลเกษตรและแย่งแหล่งน้ำเหมือนเดิม " ผญบ.นาเมืองกล่าว



