ไลฟ์สไตล์

“๗ปีไฟใต้"เสียงสะท้อนจาก"พระผู้นำ"

“๗ปีไฟใต้"เสียงสะท้อนจาก"พระผู้นำ"

05 ม.ค. 2554

“พระภิกษุ” คือ หนึ่งในองคาพยพที่สำคัญในสังคมชายแดนภาคใต้ เพราะนอกจากมีสถานภาพทางสังคมในฐานะ “ผู้นำศาสนา” แล้ว ยังเป็นดุจฟันเฟืองที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และแนวทางเพื่อสร้างความสงบสุข เพราะการแสดงออกถึงบทบาท และความคิดแต่ละครั้ง ย่อมมีความสำคัญอ

 ดังนั้น มุมมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสายตาและประสบการณ์ของผู้ครองตนอยู่ในสมณเพศในพื้นที่ด้ามขวานย่อมช่วยนำไปสู่การจรรโลงให้สังคมแห่งนี้ดีขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย

 ๔ มกราคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา นับเวลาได้ ๗ ปีแล้วที่เปลวไฟแห่งความรุนแรงยังคงคุโชนในดินแดนปลายด้ามขวาน แต่ความคาดหวังของผู้อาศัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกว่า สักวัน “สันติสุข” จะกลับมาปรากฏในพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง แม้เวลานี้ตลอดเส้นทางไปสู่ปลายอุโมงค์จะเต็มไปด้วยเสียงปืน และคละคลุ้งไปด้วยละอองและควันจากแรงระเบิดก็ตาม

 “เมื่อก่อนคนไทยพุทธกับคนมลายูอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นก็กลับไปทบทวนว่า ข้อต่อที่ก่อปัญหามันอยู่ตรงไหน และหากพบก็ให้รีบแก้ไข เพราะเชื่อว่าหากทำได้เร็ว ทุกอย่างก็จะคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะที่ดีเร็วขึ้นเช่นกัน แม้เวลาจะล่วงเลยกระทั่งเข้าสู่ปีที่ ๗ แต่ทุกชีวิตในดินแดนแห่งนี้ก็ยังวาดหวังที่จะเห็นการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนทุกศาสนาอีกครั้ง ซึ่งการจะทำให้สภาวะแวดล้อมของพื้นที่แห่งนี้กลับสู่ภาวะเดิมที่เคยเป็นเฉกเช่นในอดีต คือการลดความหวาดระแวง และเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อประสานรอยร้าวทางความรู้สึกให้กลับมาแนบสนิทชิดเชื้อมากที่สุด” นี่เป็นเสียงสะท้อนของ “พระธรรมสิทธิมงคล” หรือ “พ่อท่านฉิ้น” เจ้าอาวาสวัดเมืองยะลา

 พร้อมกันนี้ พ่อท่านฉิ้นยังบอกด้วยว่า เหตุการณ์ความรุนแรง หรือปัญหาความไม่สงบ คงเปรียบได้ดั่ง "โรคร้าย” ชนิดหนึ่ง ที่วันนี้สภาพอาการของดินแดนแห่งนี้ตกอยู่ในภาวะ "ป่วยเรื้อรัง” เพราะสิ่งที่สร้างความสูญเสีย และเจ็บปวดให้ผู้คนใน จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีมายาวนานแล้ว ซึ่งแต่ละยุคแต่ละสมัยอาการของความรุนแรงจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งแนวทางการเยียวยารักษาเท่าที่เห็น ก็มีแต่การบรรเทาให้ทุเลาเบาบางลงเท่านั้น ยังไม่สามารถรักษาอาการให้หายขาดได้

 ในขณะที่ "พระราชวิสุทธิคุณ" เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี เจ้าอาวาสวัดหลักเมือง อ.เมือง จ.ปัตตานี บอกว่า นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา เหตุการณ์ความรุนแรงได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนเชิงกายภาพในสังคมดินแดนด้ามขวานแห่งนี้อย่างมาก โดยเฉพาะความหวาดกลัวที่ปกคลุมความรู้สึกของประชาชนทุกสาขาอาชีพ ไม่เว้นทั้งชาวพุทธ และมลายูมุสลิม ในขณะที่คณะสงฆ์ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ก็ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ไม่ว่าการปฏิบัติศาสนกิจ ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เพื่อปกป้องกันตกเป็นเป้าของคนร้ายในการใช้เป็นเหยื่อเพื่อโหมกระพือความุรนแรง

 ด้าน “พระครูโสภิตโพธิคุณ” เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ๗ ปีที่เกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ นับเป็นความโชคดีสำหรับชาวโคกโพธิ์ ที่ชาวพุทธกับชาวมุสลิมรอบวัดแห่งนี้อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความเป็นพี่เป็นน้อง จนกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาก และช่วยปิดช่องว่างไม่ให้ผู้ไม่หวังดีแทรกตัวเข้ามาสร้างปัญหา การแก้ไขปัญหาความไม่สงบจะสัมฤทธิ์ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องขยายพื้นที่แห่งความเป็นมิตร ระหว่างพุทธกับมลายูมุสลิมให้มีมากขึ้นเรื่อย เพราะการเอาจุดแข็งของพื้นฐานทางสังคมของที่มีทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามเป็นพลังขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมกัน จะเป็นดั่งภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความแตกแยกนั่นเอง

 ”ที่ผ่านมา ชุมชนที่สมัครสมานสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ระหว่างชาวพุทธกับมลายูมุสลิม ยังมีจำนวนน้อย ดังนั้นจึงหวังว่า รัฐจะใช้แนวทางของความสามัคคีของคนโคกโพธิ์ ไปเป็นแนวทางในการสร้างสันติสุขให้พื้นที่ เพื่อสถาปนาสันติให้ครอบคลุม ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้” พระครูโสภิตโพธิคุณ กล่าว

เสียงจากยะหา-ยะลา

 “พระครูสถิตธีรธรรม” เจ้าอาวาสวัดยะหาประชาราม อ.ยะหา จ.ยะลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้ถูกขนานนามให้เป็น “พื้นที่สีแดง” เพราะมีอัตราความถี่ของเหตุความรุนแรงค่อนข้างสูง จนหน่วยความมั่นคงต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งเปรียบเสมือน "ยาแรง” เพื่อแก้ปัญหา กระทั่งสถานการณ์ดีขึ้น และเพิ่งยกเลิกคำสั่งกฎหมายพิเศษไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ยังคงมีสถานการณ์ปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะๆ

 ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่า พุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ อยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง นั่นคือ “การบิณฑบาต” เพราะพระภิกษุจากวัดหลายแห่งต้องมีทหารคอยเดินตามรักษาความปลอดภัยให้เป็นขบวน ในขณะที่บางวัดแทบจะออกบิณฑบาตไม่ได้

 การมีทหารคอยคุมเชิงหน้าและหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่า สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ  อีกทั้งศาสนกิจ หรือพิธีทางศาสนาก็ต้องดำเนินไปอย่างรวบรัด เพื่อความปลอดภัยมากที่สุด

 ด้านพระครูเขมวงศานุการ เจ้าอาวาสวัดนิโรธสังฆาราม จ.ยะลา กล่าวว่า วันนี้ชุมชนหลายแห่งเหลือชาวพุทธไม่กี่ครัวเรือน จากผลพวงแห่งความรุนแรงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในวันนี้ต้องยอมรับว่า เจ้าหน้าที่รัฐยังตามหลังคนร้ายอยู่หนึ่งก้าว เพราะเห็นได้ชัดว่า นอกจากชาวบ้านตกเป็นเป้ารายวันแล้ว เจ้าหน้าที่เองก็ยังกลายเป็นเหยื่อคนร้ายไม่เว้นแต่ละวัน การแก้ไขปัญหานอกจากต้องเน้นความจริงจัง จริงใจแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้การสนับสนุนความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกันทุกศาสนา และส่งเสริมให้มีการอยู่ร่วมกันภายใต้กฎและกติกาเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางความรู้สึกซึ่งกันและกัน"

0 เรื่อง สุพิชฌาย์ รัตนะ 0
0 ภาพ จรูญ ทองนวล 0