
กระจายอำนาจ-ปชช.มีส่วนร่วมปฏิรูปศึกษาในฝัน"คุณหญิงกษมา"
"การศึกษาในประเทศไทยยังไปไม่ถึงเป้าหมายของ Education for All จึงทำให้มีช่องว่างอยู่มากที่ประชาชนทั้งประเทศ จะได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง"
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทยที่ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตกผลึกจากประสบการณ์ทำงานบริหารงานหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งแต่ปี 2527-2552 รวมกว่า 25 ปี ทำให้วันนี้ แม้ "คุณหญิงกษมา" จะเกษียณอายุราชการมาขวบปีเศษแล้ว แต่ยังมุ่งมั่นช่วยรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการทำงานปฏิรูปการศึกษารอบที่สอง โดยนั่งทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ด้านการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้
"คุณหญิงกษมา" เล่าถึงการทำงานของ กนป.ว่า โจทย์ที่ได้รับมาคือ ทำอย่างไรให้เด็กที่ตกหล่นหรือออกกลางคันที่มีอัตราสูงมากขึ้นในช่วงมัธยมซึ่งคาดว่าทุกระดับการศึกษามีเด็กกลุ่มนี้อยู่ทั้งสิ้นประมาณ 2.1 ล้านคนได้มีโอกาสเรียนอย่างทั่วถึง รวมทั้งประชากรวัยแรงงานกว่า 20 ล้านคน ที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า และประชาชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
ขณะนี้ข้อเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ของ กนป.ได้รับความเห็นชอบแล้ว เป็นการดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นั่นคือในปีพ.ศ.2561 คนไทยทุกคนมีโอกาสและสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพไม่น้อยกว่า 12 ปีอย่างเท่าเทียมกัน เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยอายุ 15-59 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.7 ปีในปี 2551 เป็น 12 ปี ในปี 2561
คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า รูปแบบที่จัดอยู่ในปัจจุบันสามารถให้บริการผู้เรียนส่วนใหญ่ได้พอสมควร แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่มีปัญหาและความต้องการพิเศษ ทำให้คนเหล่านี้ยังตกหล่นและถูก "ผลักออก" จากระบบ จำเป็นต้องมีการเสริมความเข้มแข็งให้เขตพื้นที่การศึกษาสามารถมีความคล่องตัวที่จะพัฒนานวัตกรรมขึ้นมารองรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษเหล่านี้
ข้อเสนอจึงไม่ได้กำหนดรูปแบบตายตัวจากส่วนกลาง แต่กำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์เพื่อให้พื้นที่นำร่องวางแนวทางดำเนินงานโดยได้รับความร่วมมือจาก สพฐ.ใช้รูปแบบบริหารจัดการเชิงพื้นที่ระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการเพื่อทำงานร่วมกันในลักษณะสหวิชาชีพใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี นครสวรรค์ และนครศรีธรรมราช ในปีงบประมาณ 2553 เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กออกกลางคันและกลุ่มเสี่ยงเพื่อไม่ให้มีเด็กตกหล่นออกจากระบบการศึกษาในพื้นที่นำร่อง
การนำร่องนั้นเริ่มจากการคัดกรองเด็กตั้งแต่ 3 ขวบ เพื่อให้เข้าใจว่า เด็กคนไหนมีความต้องการพิเศษด้านใด ตกหล่นเพราะความยากจน หรือความบกพร่องทางร่างกายสติปัญญา หรือพื้นฐานทางภาษาวัฒนธรรม และขออนุญาต กนป.ขอยกเว้นยกกติกา กฎเกณฑ์และข้อกำหนดของหลักสูตรบางอย่างที่อาจจะเหมาะสมสำหรับเด็กทั่วไป แต่ถ้าเป็นเด็กที่มีลักษณะพิเศษแล้ว อาจจะไม่เหมาะสมและอาจจะเป็นสาเหตุทำให้ถูกผลักออกจากโรงเรียน ก็ได้ร่วมมือกับหลายฝ่ายและวางระบบให้ยืดหยุ่นมากขึ้นเพราะโรงเรียนทำงานตามลำพังไม่พอทั้งสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยการเกษตร สถาบันพัฒนาฝีมือเข้ามารับช่วงโดยตกลงกันว่าจะใช้ระบบเทียบโอน เพื่อส่งต่อและรับช่วงกัน
"หลังนำร่องมา 4-5 เดือนพบว่าทั้ง 4 พื้นที่นี้มีการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาที่แตกต่างแต่เกื้อกูลกัน นครสวรรค์และนครศรีธรรมราชทำงานในเชิงสหวิทยาการมาก อุดรธานีทำงานร่วมระหว่างฝ่ายการศึกษากับ อบต. เชียงใหม่ปรับระบบภายในโรงเรียนให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัวขึ้น หวังว่าจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ผลักเด็กออกกลางคัน ตกหล่น และจูงใจให้กลับมาเรียน จะจัดสัมมนานำปัญหาเรื่องหลักสูตร กติกาต่างๆ ให้ผู้รับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้องมาคุยกัน อีกทั้งกำลังศึกษาแนวทางแก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน ตกหล่น เช่น การดูแลเด็กที่ครอบครัวมีรายได้ในระดับต่ำกว่าเส้นความยากจนเพิ่มเติมจากโครงการเรียนฟรีเพื่อให้สามารถเรียนจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในลักษณะเครดิตเพื่อการศึกษา คูปองการศึกษาหรือสมาร์ทการ์ด ขณะนี้กำลังศึกษาในพื้นที่นำร่องว่าควรเป็นกลุ่มใดและควรมีค่าใช้จ่ายเท่าใด แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปจะพยายามหาข้อยุติเพื่อจะเริ่มได้ในปีการศึกษา 2555" คุณหญิงกษมาเล่าถึงผลเบื้องต้นการนำร่อง
คุณหญิงกษมาอธิบายอีกว่า ขณะเดียวกันจากการทำงานเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศไทยที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำให้เกิดความตระหนักถึงความรู้สึกของภาคประชาชนที่มองว่า "การศึกษาก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและเหลื่อมล้ำในสังคม และรัฐยังครอบงำการศึกษามากเกินไปทั้งที่ภาคประชาชนมีแหล่งเรียนรู้มาก มีความต้องการและความพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้านการศึกษา"
ดังนั้น คณะอนุกรรมการชุดนี้จึงให้ความสำคัญแก่การศึกษาภาคประชาชน การศึกษาสำหรับผู้อยู่นอกวัยเรียนและวิธีการที่เรียกกันว่า "การศึกษาทางเลือก" ซึ่งยึดถือผู้เรียนเป็นตัวตั้งและปรับวิธีการให้เหมาะสมกับผู้เรียน โดยมียุทธศาสตร์ที่จะต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนให้การศึกษากระแสหลักมีคุณสมบัติและจุดเด่นของการศึกษาทางเลือกให้ได้นั่นก็คือ "การตอบสนองความต้องการของกลุ่มต่างๆ ใช้วิธีการหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งดึงให้ประชาชนมีส่วนร่วม"
"คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในการปฏิรูปการศึกษารอบที่สองเพราะเราเรียนรู้จากจุดอ่อนและแก้ไขจุดอ่อนได้อย่างตรงประเด็น ตลอดจนได้เรียนรู้จากกระบวนการว่าจะใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียวไม่พอ จะต้องรณรงค์ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง กระจายอำนาจสู่พื้นที่มากขึ้น และมีความยืดหยุ่นในรูปแบบ ไม่ใช่กำหนดทุกอย่างจากส่วนกลาง แต่ต้องเสริมกำลังและเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งคณะกรรมการที่นายอานันท์ดูแลอยู่ จะขับเคลื่อนภาคประชาชนให้เข้ามามีบทบาทในเรื่องของการศึกษา และเกิดความเชื่อมโยง ทำให้การศึกษาไม่จำกัดเฉพาะตัวโรงเรียน แต่เกิดกระแสของการเรียนรู้ที่มีคุณภาพตลอดชีวิต" คุณหญิงกษมากล่าวทิ้งท้าย
0 ธรรมรัช กิจฉลอง 0



