ไลฟ์สไตล์

คันฉ่องและโคมฉา-หัวใจเศรษฐี (๑๑)เม็ดทรายในรองเท้า

คันฉ่องและโคมฉา-หัวใจเศรษฐี (๑๑)เม็ดทรายในรองเท้า

04 ม.ค. 2554

อนาถปินฑิก มหาเศรษฐี เป็นตัวอย่างของพ่อรวยสอนลูกที่โลกไม่มีวันลืม เพราะท่านรู้จักค้นหา “แก่นสารของทรัพย์” อย่างที่วิญญูชนพึงกระทำ

 กล่าวคือ อยู่มาวันหนึ่งท่านมานั่งคิดว่า วัดเราก็สร้างถวายพระพุทธองค์แล้ว ตัวเราเองก็ได้ดื่มอมฤตธรรมแล้ว ลูกแก้วเมียขวัญโดยมากเกือบทั้งหมดล้วนเป็นอริยบุคคลที่ได้ดวงตาเห็นธรรม เหลืออยู่คนหนึ่งคือเจ้าลูกชายคนสุดท้อง ที่มีวัตรปฏิบัติสวนทางกับตนเองอย่างสิ้นเชิง คือ พ่อสนใจใฝ่ธรรม แต่ลูกสนใจใฝ่อธรรม พ่อเข้าวัด ลูกเข้าหาอบายมุข ลูกคนสุดท้องของเศรษฐีเปรียบเหมือนเม็ดทรายในรองเท้า ที่ทำให้ท่านรู้สึกไม่เป็นสุขกับชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเขามีนิสัยตรงข้ามกับพ่อทุกอย่าง วันหนึ่งท่านเศรษฐีจึงคิดอุบายขึ้นมาได้ เรียกลูกเข้ามาหาสั่งลูกว่า

 “ลูกมานี่สิ ลูกอยากไปวัดไหม” 

“ทำไมผมต้องไป วัดมีอะไรดี” 

 คุณโยมเชื่อไหม วัดเชตวันกับคฤหาสถ์ของ อนาถปินฑิก มหาเศรษฐี ตั้งอยู่ตรงข้ามกันเลย อาตมาไปดูมาแล้วเมื่อต้นปี (๒๕๕๓) ซากคฤหาสถ์ก็ยังคงอยู่ เรียกได้ว่าอยู่ตรงกันข้ามเลย พ่อไปวัดทุกวัน วันละสามครั้ง แต่ลูกไม่ไป พ่อจึงถาม

 “ลูก อยากไปวัดไหม”

 “ทำไมผมต้องไป”

 “ไม่ไป ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าลูกไปวัดในวันนี้นะ พ่อจะให้เงินร้อยเหรียญทอง ว่ายังไงอยากไปหรือเปล่า”

ได้ยินว่าพ่อจะให้เงินตั้งร้อยเหรียญทอง ลูกชายรีบรับปาก 

“ครับ งั้นผมไปเดี๋ยวนี้เลย” 

พอลูกไปวัดตลอดวัน ตอนเย็นกลับมา พ่อจึงถามว่า

“วันนี้พระพุทธองค์เทศน์เรื่องอะไรลูก”

 “ไม่รู้สิ” ลูกชายตอบ

 “เอ้า แล้วไม่ได้ฟังธรรมหรอกหรือลูก”

 “ก็พ่อไม่เห็นบอกว่าต้องฟังธรรมนี่ครับ” 

 เศรษฐีได้ยินเช่นนั้นก็บ่นพึมพำในใจ “เออ เราพลาดเอง...” จึงวางเงื่อนไขใหม่ให้ลูกปฏิบัติตาม

  “ลูกรัก ลูกไม่ฟังธรรมก็ไม่เป็นไร แต่วันพรุ่งนี้ ถ้าลูกไปวัดแล้วฟังธรรมด้วย พ่อจะให้เงินเพิ่มเป็น ๒๐๐ เหรียญทอง ว่าไง อยากได้ไหม”

   ลูกชายได้ยินว่า ถ้าวันพรุ่งนี้ไปวัดแล้วได้ ๒๐๐ เหรียญทอง คราวนี้ตาลุกวาวเลย รีบรับคำของพ่อ รุ่งขึ้นรีบไปวัดแต่เช้า ตั้งใจฟังธรรมตามคำของพ่อทุกอย่าง ตกเย็น กลับบ้าน มาขอรับเงิน พ่อจึงถาม

“พระพุทธองค์เทศน์เรื่องอะไร” 

“จำไม่ได้ครับ” 

“อ้าว  ทำไมลูกไม่จำ”

 “พ่อไม่ได้บอกให้จำ” 

 เศรษฐีเห็นเล่ห์ของลูกชายแล้วก็ต้องลอบถอนใจ แต่ท่านไม่ท้อ เมื่อเห็นว่ากุศโลบายของตนยังมีช่องโหว่ ก็จึงวางอุบายใหม่ ท่านเสนอเงื่อนไขกับลูกชายว่า   

   “ลูก ถ้าวันพรุ่งนี้ลูกไปวัดแล้วฟังธรรม จากนั้นจำมาเล่าให้พ่อฟังด้วยนะ พ่อจะให้รางวัล ๕๐๐ เหรียญทองเลยเอ้า”  

 พอได้ยินว่า ถ้าพรุ่งนี้ไปวัดอีกแล้วจำได้ด้วยว่าพระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องอะไร จะได้รางวัลก้อนใหญ่กว่า ๕๐๐ เหรียญทอง คราวนี้ลูกชายเศรษฐีถึงกับนอนไม่หลับ รุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้าเข้าไปวัด ด้วยความตั้งใจที่อยากจะได้เงิน ก็จึงต้องหาที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะจดจำพระธรรมได้ง่ายๆ ดังนั้นเขาจึงเลือกเอาหลังธรรมาสน์ของพระพุทธองค์เป็นที่นั่งฟังธรรม 

 ในสมัยพุทธกาล ยังไม่มีเครื่องบันทึกเสียงเหมือนสมัยนี้ วิธีฟังเทศน์ให้จำก็คือ ต้องฟังด้วยใจจริงๆ ผู้เทศน์ก็เทศน์จากใจ ผู้ฟังก็ฟังด้วยใจ เราเคยสังเกตบ้างไหมว่า ทำไมในครั้งพุทธกาล คนฟังเทศน์แล้วบรรลุธรรมกันง่ายๆ คำตอบก็คือ เพราะเขาฟังด้วยใจ คนเทศน์ก็เทศน์จากใจ พอเทศน์จากใจ แล้วก็สดับด้วยใจ จึงบรรลุธรรมกันง่ายๆ เจ้าลูกชายตัวน้อยของมหาเศรษฐีก็เช่นกัน นั่งอยู่เบื้องหลังธรรมาสน์ฟังพระพุทธองค์เทศน์ พยายามหลับตาจดจำทุกถ้อยกระทงความจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพราะว่าตอนเย็นต้องรายงานพ่อ แลกกับเงินห้าร้อยเหรียญทอง ถ้าฟังไม่จบ จำไม่ครบ คงไม่ได้เงิน เห็นเงิน ๕๐๐ เหรียญทองกองอยู่ตรงหน้า เจ้าตัวเล็กจึงใส่ความตั้งใจในการฟังเทศน์ลงไปร้อยเปอร์เซ็นต์ 

 พอตั้งใจฟังธรรมไปถึงตรงกลางเรื่อง โพธิจิต ก็ผลิบาน เกิดการตื่นรู้ขึ้นมา กิเลสที่สั่งสมหมักหมมกันมาเป็นแสนล้านชาติภพ พังครืนลงเป็นแถบ ม่านหมอกแห่งอวิชชาอันตรธานไป