
พึ่งตนพึ่งธรรม-นี่ไง...เรื่องราวในวัยเด็กของฉัน
บางคนเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองด้วยการเขียนออกมาเป็นหนังสือ แต่สำหรับ "โซโนโกะ พราว" นักแสดงละครเวทีสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น คนนี้เลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของเธอผ่าน ละครบูโต
นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้มีโอกาสชมการแสดงของเธอ ก่อนหน้านี้เมื่อสามปีที่แล้ว (๒๕๕๑) โซโนโกะกับ "ศิลปะขันธา" ได้ฝากผลงานการแสดงละครบูโตสะท้อนสังคมมนุษย์และการแพร่กระจายของ เอชไอวี ภายใต้ชื่อเรื่อง “แม่น้ำ” คราวนี้โซโนโกะเลือกที่จะนำความทรงจำในวัยเด็กของเธอออกมาเล่าเรื่องราวผ่านการแสดงเดี่ยวของเธอเองในรูปแบบของละครบูโต
บูโตเป็นศิลปะการแสดงที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย การเต้นรำ และการแสดงอารมณ์ทางใบหน้า ลักษณะเด่นของละครบูโตจึงอยู่ที่นักแสดงมักซ่อนใบหน้าของพวกเขาภายใต้การเมกอัพด้วยแป้งสีขาวเพื่อเป็นการง่ายต่อการสะกดอารมณ์คนดู
ห้องแสดงละครที่ภัทราวดีเธียเตอร์ในค่ำคืนที่ผมไปชมอันเป็นคืนสุดท้ายของการแสดงครั้งนี้เป็นห้องแสดงละครขนาดเล็กที่จุคนดูได้ ๘๐ คน เวทีเป็นลานแสดงพื้นปาเก้ธรรมดาๆ ในขณะที่ที่นั่งของคนดูเป็นขั้นบันไดสูงขึ้นไป ที่นั่งแถวแรกห่างจากพื้นปาเก้เพียงคืบเดียวมันทำให้คนแสดงและคนดูใกล้ชิดกันมาก
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่โซโนโกะต้องการจะเล่าให้ฟัง ...
โซโนโกะปรากฏกาย ณ ด้านหลังฉากสีขาวของโต๊ะเครื่องแป้ง ขณะที่เธอกำลังลบล้างแป้งขาวออกจากใบหน้า เรื่องราวอันเจ็บปวดในวัยเด็กของเธอก็เผยตัวออกมา...
เธอนั่งค่อมวัตถุรูปกล่องสี่เหลี่ยม มันคือโถชักโครก เธอค่อยๆ คลานเข้าไปอยู่ในโถชักโครก เธอกำลังเล่าให้ผมฟังว่าตอนเป็นเด็ก เธอถูกพี่เลี้ยงขังอยู่ในห้องน้ำ ร่างกายและจิตวิญญาณในวัยเด็กของเธอถูกกักขังนับแต่นั้น
ตอนเป็นเด็กเธอจำได้ว่าแม่มักจะชอบดื่มเหล้าจนเมามาย บางทีแม่ก็ทำร้ายเธอในขณะที่แม่เมา แต่แม่ก็รักเธอและเธอก็รักแม่ แต่เธอก็โมโหแม่ตอนที่แม่ทำร้ายเธอเช่นกัน โซโนโกะเล่าเรื่องนี้ผ่านการสลับบุคลิกไปมาระหว่างแม่กับเธอ
เธอถูกพี่เลี้ยงหลอกว่าเบื้องหลังหน้าต่างห้องน้ำมี "บางอย่าง" แฝงตัวอยู่...แต่ในที่สุดเธอก็สามารถเอาชนะความหวาดกลัวที่มีต่อหน้าต่างบานนั้นไปได้ ห้องน้ำกลับกลายเป็นสถานที่อันสุดหฤหรรษ์จนเธอไม่อยากออกไปจากมันอีกเลย แต่แล้วพี่เลี้ยงจอมโหดก็ลงโทษด้วยการตบตีเธอด้วยสายยางอย่างรุนแรง เธอโชว์สายยางที่มัดร่างกายให้เราดูว่ามันโหดร้ายอย่างไร
สำหรับหนูน้อยโซโนโกะแล้ว "คางคก" เป็นสัตว์ที่อัปลักษณ์น่าขยะแขยงสำหรับเธอเป็นที่สุด ครั้งหนึ่งเธอและเพื่อนๆ พากันเอาก้อนหินขว้างปามันจนเลือดอาบ เธอพบว่ามันเสียใจและโกรธเธอจนเธอหลอนไปกับภาพคางคกที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดนับแต่นั้นมา
พ่อใหม่ชื่อคาร์ลอสเป็นทหารอเมริกันที่มาชอบแม่ของเธอ พวกเขาทั้งสองกำลังจะแต่งงานกัน พ่อคาร์ลอสช่วยโซโนโกะเอาชนะความกลัวคางคกด้วยการหากบมาให้โซโนโกะเล่น แต่แล้วลุงแดงก็โผล่เข้ามา ลุงแดงเป็นอีกคนหนึ่งที่หลงรักแม่ ลุงแดงยื่นมือเข้ามาช่วยหนูน้อยโซโนโกะให้เอาชนะความหวาดกลัวต่อคางคกด้วยการบังคับให้เธอเอามีดสับกบเป็นชิ้นๆ แล้วเอามันไปแกงกิน ภาพ เอกซเรย์ของกบปรากฏขึ้นบนจอ ความรู้สึกของโซโนโกะกับกบผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว เธอทั้งสับสนทั้งหวาดกลัว ที่ต้องลงมือฆ่ากบอย่างทารุณ กบก็ทุรนทุราย ต่างคนต่างเจ็บปวด !
ย้อนหลังกลับไปหลายปีคำว่า "เด็กมีปัญหา" เป็นคำที่ได้รับความนิยมสำหรับติดฉลากกำกับเด็กที่พ่อแม่แยกทางกัน หนูน้อยโซโนโกะก็ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ละครน้ำเน่าหลายต่อหลายเรื่องในโทรทัศน์หลอกให้เด็กมีปัญหาเหล่านั้นหลงเชื่อว่าหากเธอมีปานที่ก้นหรือมีล็อกเกตห้อยคอนั่นอาจเป็นหนทางพาเธอไปพบกับพ่อแม่ที่แท้จริงและเป็นผู้สืบมรดกจำนวนร้อยพันล้าน
หนูน้อยโซโนโกะก็หวังเช่นนั้น แต่เมื่อเธอหลุดออกมาจากความเพ้อเจ้อของละครน้ำเน่า ชีวิตของเธอก็บรรลุสู่ความเข้มแข็งของชีวิตไปอีกขั้น… เธอแสดงออกให้เราเห็นผ่านลีลาอันทะมัดทะแมงไปกับเพลง "กังฟู ไฟติ้ง" คนดูต่างสนุกสนานร่วมไปกับเธอ
เมื่อลุงแดงรู้ว่าพ่อคาร์ลอสกำลังจะแต่งงานกับแม่ ลุงแดงขู่จะฆ่าหนูน้อยโซโนโกะ มันเป็นไฟแค้นที่เนื่องมาจากความรัก ลุงแดงไปดักรอโซโนโกะที่หน้าโรงเรียน โซโนโกะต้องหนีจากการถูกตามล่าด้วยการเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านทุกวัน เมื่อพ่อคาร์ลอสรู้เรื่องก็ล้มเลิกการแต่งงานแล้วบินกลับไปอเมริกาทันที โซโนโกะพยายามเขียนจดหมายไปตามที่อยู่ที่พ่อคาร์ลอสให้ไว้ แต่จดหมายที่เขียนไปถูกตีกลับมาเมืองไทยทุกฉบับ
เมื่อโซโนโกะโตขึ้นเธอมีโอกาสฝึกสมาธิวิปัสสนา ผลของมันดิ่งลึกจนทำให้เธอต้องสำรอกน้ำตาที่สั่งสมมาแต่วัยเยาว์ออกมาทางดวงตา ... เธอร้องไห้จากเช้าวันหนึ่งไปจรดเย็นอีกวันหนึ่ง...
เหตุการณ์ในวัยเด็กได้กลายเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ชีวิตกลับมาสู่ปัจจุบันขณะ โซโนโกะค่อยๆ ทำความสะอาดร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ทุกส่วนของร่างกายเธอสามารถทำความสะอาดได้หมดมีเพียงแผ่นหลังเท่านั้นที่เธอไม่สามารถเอื้อมมือไปทำความสะอาดได้ เธอเดินไปหาคนดูพร้อมกับยื่นผ้าผืนเล็กขอให้คนดูช่วยเช็ดถูหลังให้เธอ มันเป็นสัญลักษณ์ ผมคิดว่าโซโนโกะคงอยากให้คนดูรับรู้ว่าคนที่กำลังเผชิญกับความทุกข์นั้นต้องการการเยียวยาจากคนรอบข้างเพียงใด... แล้วละครก็จบลง
เมื่อการแสดงจบลงผมเข้าใจได้ทันทีถึง "สาร" ที่โซโนโกะต้องการจะสื่อกับคนดูว่าความรุนแรงต่อเด็กนั้นมีจริง เด็กทุกคนต่างมีประสบการณ์ของความรุนแรงในแบบที่คล้ายๆ กันเพียงแต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด มันเป็นความรุนแรงที่ผู้ใหญ่ใกล้ตัวเป็นคนหยิบยื่นให้ และสำหรับเด็กบางคนแล้วพวกเขาต้องฝันร้ายไปกับความรุนแรงนั้นตราบนานเท่านานทีเดียว
ดังนั้น "สาร" อีกตัวที่โซโนโกะต้องการบอกกับคนดูทุกคนที่มีประสบการณ์คล้ายๆ กันกับเธอก็คือคำโปรยของละครบูโตเรื่องนี้ “โลกไม่สามารถมืดมนหรือเลวร้ายด้วยตัวของมันเอง มันเป็นเพียงแค่ภาพฉายหนึ่งที่เราได้ฉายมันลงไปบนนั้น และด้วยเหตุที่เราเป็นคนสร้างภาพฉายเหล่านั้น เราเองนั่นแหละที่จะเป็นคนเปลี่ยนมันได้” นั่นหมายถึงการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนผ่านเหตุการณ์ในอดีตเพื่อนำพาตัวเองไปสู่มุมมองและคุณค่าใหม่ๆ ของชีวิต
ผมเชื่อว่าคนดูหลายคนต่างก็มีประสบการณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่โซโนโกะได้บอกเล่าผ่านการแสดงครั้งนี้ แม้แต่ผมเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีเหตุการณ์หลายเรื่องทีเดียวซึ่งตรงกันกับที่โซโนโกะได้รับในวัยเด็ก มันเป็นละครที่มีความประหลาดที่สามารถเข้าไป “สัมผัส” อะไรบางอย่างในตัวคนดูให้สามารถรู้สึกร่วมไปกับการแสดงและคอยตักเตือนคนดูให้ตระหนักรู้ถึงความรุนแรงบางอย่างที่คุณหรือใครๆ ก็สามารถกระทำกับบุคคลตัวเล็กๆ ได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สำหรับผมแล้วการแสดงของโซโนโกะเปรียบได้กับเทศนาธรรมบทหนึ่งเพียงแต่มันพรางตัวอยู่ในรูปของมหรสพบังเทิงอารมณ์เท่านั้นเอง
เสียงปรบมือดังกึกก้องอยู่นานเมื่อการแสดงจบลง โซโนโกะกล่าวคำอำลาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนว่า “ขอบคุณคนดูทุกท่าน หากไม่มีคนดูก็คงแสดงไม่ได้” เช่นกัน ถ้าไม่มีการแสดงของโซโนโกะเราก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และเราก็หวังว่าจะได้เห็นการแสดงของโซโนโกะในโอกาสต่อไป



