ไลฟ์สไตล์

"2554"ปีทองสินค้าเกษตรไทยกระต่ายนำโชคทุกตัวดัชนีพุ่ง

"2554"ปีทองสินค้าเกษตรไทยกระต่ายนำโชคทุกตัวดัชนีพุ่ง

03 ม.ค. 2554

ผลพวงจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ทางการเกษตรเป็นอย่างมากในเกือบทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย ประกอบกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แหล่งผลิตอาหารก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้มีการคาดกันว

เห็นจากภาพรวมราคาสินค้าเกษตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประเมินไว้ว่าขายได้ยังสูงต่อเนื่อง โดย ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุถึงดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2553 อยู่ที่ 166.98 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ดัชนีราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นร้อยละ 27.49 และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 3.62 ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมราคาที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาในปี 2553 ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาเป็นเวลา 6 เดือนติดต่อกันแล้ว

 โดยสินค้าสำคัญที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สับปะรดโรงงาน และปศุสัตว์ แต่เมื่อเปรียบเทียบราคากับเดือนที่ผ่านมาพบว่าสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไข่ไก่ ส่วนสินค้าที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี และสุกร

 สำหรับในเดือนธันวาคม 2553 ดัชนีราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันและยางพารามีแนวโน้มสูงขึ้นจากความต้องการพลังงานในช่วงฤดูหนาวของต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นและราคาธัญพืชที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลังราคาปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ดัชนีราคาสินค้าเกษตร เดือนพฤศจิกายน 2553 เมื่อจำแนกตามหมวดสินค้าเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมาและเดือนที่ผ่านมาของก่อนหน้านี้ ได้แก่ หมวดพืชอาหารและธัญพืชดัชนีราคาสูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 17.57 และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ดัชนีราคาลดลง ร้อยละ 0.45หมวดพืชน้ำมัน ดัชนีราคาสูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 52.63 สินค้าที่ราคาสูงขึ้นได้แก่ มะพร้าวและปาล์มน้ำมันเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ดัชนีราคาสูงขึ้น ร้อยละ 18.47     
 ส่วนภาพรวมด้านการผลิตสินค้าเกษตร รมว.เกษตรฯ ชี้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาดัชนีผลผลิตลดลงร้อยละ 4.20 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง โดยข้าวนาปีผลผลิตลดลง เนื่องจากเกิดภัยแล้งในช่วงเพาะปลูกทำให้รัฐมีนโยบายเลื่อนการปลูกข้าวประกอบกับเกิดอุทกภัยในช่วงเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวทำให้ผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายนลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนมันสำปะหลังผลผลิตลดลง เนื่องจากมีการระบาดของเพลี้ยแป้งและน้ำท่วมในแหล่งผลิต ทำให้เกษตรกรเลื่อนการเพาะปลูก

 ส่วนสินค้าที่ผลผลิตสูงขึ้นได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมันยางพารา สับปะรดโรงงาน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคมที่ผ่านมาดัชนีผลผลิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 120.81 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สับปะรดโรงงาน สุกรและไก่เนื้อ โดยข้าวนาปี มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และสับปะรดโรงงาน เป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ส่วนสินค้าที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และไข่ไก่ทั้งนี้ สำหรับเดือนธันวาคมนี้ คาดว่าดัชนีผลผลิตในภาพรวมจะยังคงสูงขึ้น จากเดือนที่ผ่านมาเพราะมีผลผลิตสินค้าสำคัญหลายชนิดออกสู่ตลาดมากขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี อ้อยโรงงาน และสับปะรดโรงงาน

     ในส่วนยางพารานั้น ปัจจุบันมีหลายเหตุผลที่ทำให้ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างไทย ต้องสนใจวางแผนการผลิตอย่างรอบคอบ เนื่องจากขณะนี้ทั้งไทยและอีกหลายประเทศกำลังขยายพื้นที่ปลูกยางพารา เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อการใช้ยางของโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกประสบกับปัญหาวาตภัยและน้ำท่วม รวมทั้งไทยที่มีสวนยางเสียหายจำนวนหนึ่ง ประกอบกับการปลูกยางพาราในประเทศไทยมีโครงสร้างการผลิตเป็นระบบสวนยางรายย่อย หากราคายางตกต่ำอาจส่งผลกระทบถึงเจ้าของสวนยางทั้งประเทศได้

  สำหรับสถานการณ์ยางพาราของประเทศไทยในช่วงครึ่งปี 2554 ที่ ดร.หลักชัย  กิตติพล นายกสมาคมยางพาราไทย (ทีอาร์เอ) ออกมาระบุว่า จะมีความผันผวนสูง รัฐบาลจึงควรดำเนินการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและประชาชนหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ตั้งต้นมาจากยางพารามากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อลดการใช้วัสดุอื่นทดแทนในช่วงที่ยางพารามีราคาถีบตัวขึ้นสูง เพื่อป้องกันปัญหาปริมาณผลผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า รวมถึงดูแลพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากการปลูกยางพาราเป็นการลงทุนทางการเกษตรระยะยาว ที่เกษตรกรจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำทั้งด้านเทคนิคและการตลาดอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและตรงกับจังหวะที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น 

 ส่วนสวนยางที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คิดเปรียบเทียบแล้วอยู่ในระดับที่ไม่ถึง 1% และจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดยางพาราในภาพรวม จะมีผลในทางจิตวิทยาช่วงสั้นๆ เท่านั้น ทั้งนี้มีการวิเคราะห์คาดการณ์ความต้องการยางของโลก รวมถึงตลาดและราคาในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งด้านผลผลิต ราคา และความต้องการใช้ ทั้งในส่วนของยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง อันจะส่งผลถึงการขยายตัวของทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้รับซื้อสำคัญในหลายประเทศสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย

 สำหรับผลไม้อย่างลำไยคาดว่าราคาพุ่ง หลังดำเนินการตามแผนบริหารจัดการและการทำลายลำไยค้างสต็อกปี 2546-2547 ออกจากระบบเรียบร้อยแล้ว โดยลำไยถือเป็นหนึ่งสินค้าที่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับผลกระทบจากเสถียรภาพด้านราคาลำไยที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากและเกิดการกระจุกตัวในช่วงฤดูการผลิต แต่จากการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการลำไยของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นให้ราคาลำไยเป็นไปตามกลไกตลาดการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในการปลูกนอกฤดูก็พบว่าสถานการณ์ราคาลำไยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ ยังมีนโยบายที่จะส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ลำไยเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรชนิดอื่นด้วย โดยจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านราคาลำไยสดและราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้ปี 2553 จะมีราคาเพิ่มขึ้นทั้งหมดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเกรด AA เฉลี่ยอยู่ที่ 32.02 บาท/กก. เกรด A เฉลี่ย 29.30 บาท/กก.และเกรดคละเฉลี่ย 28.37 บาท/กก.

 ส่วนราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้ เกรด AA เฉลี่ย 65.06 บาท/กก. เกรด A เฉลี่ย 46.00 บาท/กก. เกรด B เฉลี่ย 26.35 บาท/กก. และเกรด C เฉลี่ย 12.45 บาท/กก. ส่วนพื้นที่ให้ผลผลิตพบว่าลดลงเล็กน้อยจาก 968,000 ไร่เศษในปี 2552 เป็น 954,000 ไร่เศษ ในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 1.46 โดยผลผลิตลดลงจาก 623,000 ตันเศษ ในปี 2552 เป็น 525,000 ตันเศษในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 15.70 ผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 643 กก./ไร่ ในปี 2552 เป็น 550 กก./ไร่ ในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 14.46  สาเหตุที่ทั้งพื้นที่ให้ผลผลิตและผลผลิตต่อไร่ลดลงนั้น เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ในปีที่ผ่านมามีราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงดูแลรักษาต้นลำไยน้อยลง ส่วนราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้เกรด AA เฉลี่ย 65.06 บาท/กก.

 สำหรับสถานการณ์ด้านการส่งออก จากข้อมูลของสำนักเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดย อภิชาติ จงสกุล โฆษกกระทรวงเกษตรฯ เผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยนับเป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ของโลกโดยมีตลาดส่งออกหลัก เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย และฮ่องกง โดยในปี 2553 การส่งออกลำไยสดและผลิตภัณฑ์มีปริมาณการส่งออก 295,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 5,632 ล้านบาท

 ส่วนสถานการณ์การบริโภคภายในประเทศในปี 2553 นั้น พบว่าความต้องการบริโภคลำไยภายในประเทศมีประมาณ 4.5-5 หมื่นตันซึ่งลดลงจากปี 2552 ซึ่งมีปริมาณ 5-5.5 หมื่นตันสาเหตุเนื่องมาจากผลผลิตลดลง ทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามภาครัฐยังคงส่งเสริมสนับสนุนและรณรงค์โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ให้ประชาชนหันมาบริโภคลำไยเพิ่มขึ้น

  อย่างไรก็ตามโครงการแก้ไขปัญหาลำไยค้างสต็อกก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามของกระทรวงเกษตรฯ ในการช่วยแก้ไขปัญหาที่มีกระแสข่าวการปลอมปน ส่งผลให้ราคาลำไยตกต่ำ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำลายลำไยค้างสต็อกโดยนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวลอัดแท่งที่ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยไม่มีความกังวลว่าลำไยค้างสต็อกในปี 2546-2547 จะเข้ามาปลอมปนทำให้เกิดปัญหาต่อราคาลำไยในท้องตลาดอีกต่อไป

 ในขณะที่พืชเกษตรอย่างข้าว ซึ่งประเทศไทยยังคงครองผู้นำการส่งออกในตลาดโลกเวลานี้ โดยเฉพาะผลผลิตข้าวระดับพรีเมียม ประสิทธิ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทยระบุว่า มีแนวโน้มราคาข้าวจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบก็ในปีที่ผ่านมา  แต่ต้องขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมี ที่กำลังจ่อจะขึ้นราคาอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากปัจจัยทั้งสองตัวนี้คือต้นทุนการผลิตของชาวนา จึงอยากฝากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูแลในเรื่องนี้ด้วย

 "จากประสบการณ์ ผมว่าผลผลิตข้าวในปีนี้ (2554) จะเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ เพราะจากการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมา ทำให้มีการชะล้างสารตกค้างต่างๆ ออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คืออินทรีย์วัตถุที่เป็นธาตุอาหารชั้นดีของข้าว" นายกสมาคมชาวนาไทยกล่าว พร้อมย้ำว่าไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นที่คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและเวียดนาม ก็จะเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นทั้งสองประเทศขณะนี้ได้จับมือกันเพื่อทำการตลาดส่งออกในต่างประเทศ รวมทั้งยังลักลอบเข้ามาในประเทศไทยด้วย

  สินค้าเกษตร นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในการทำรายได้เข้าประเทศ และยังต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมการเกษตรอีกมากมาย ที่รัฐไม่ควรมองข้ามและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในปีกระต่าย