
เปิดโลกทัศน์ทางดนตรีผ่านมิวเซียม
"ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั่งเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์..." พระราชนิพนธ์แปลของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงแปลมาต้นฉบับของ วิลเลียม เชคสเปียร์ บ่งบอกให้รู้ว่าดนตรีไม่เพียงแต่จะมีความไพเร
นี่เองจึงเป็นที่มาของการจัดงาน "อุษาคเนย์ ฮาโมนี่ : ไนท์ ฟอร์ เดอะ มิวสิค มิวเซียม ฟาวเดอร์ส" ด้วยตั้งใจจัดหาทุนเพื่อสร้างอาคารมิวเซียมดนตรีอุษาคเนย์ เพื่อถ่ายทอดประวัติศาสตร์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบและทันสมัยที่สุดแห่งแรก อีกทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสมัญญาว่า "เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” เมื่อ พ.ศ.2531 และ “วิศิษฏศิลปิน” เมื่อ พ.ศ. 2546 ด้วย
โดยเรื่องราวของมิวเซียมที่จะก่อสร้างขึ้นนั้น รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าให้ฟังว่า วิทยาลัยได้แผนที่จะจัดสร้างอาคารมิวเซียมดนตรีอุษาคเนย์ ซึ่งเป็นมิวเซียมดนตรีที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอุษาคเนย์อย่างมีรสนิยม การจัดสร้างมิวเซียมดนตรีครั้งนี้ถือเป็นเครื่องหมายบอกความเจริญของสังคมที่ว่า ดนตรีเป็นอย่างไร สังคมเป็นอย่างนั้น นับว่าเป็นการนำอดีตมาปรับใช้ในปัจจุบัน โดยมองเห็นอดีตผ่านมิวเซียมดนตรี ทั้งยังแสดงศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางความเจริญด้านดนตรีแห่งภูมิภาคอุษาคเนย์ไปพร้อมๆ กัน
แม้คำว่า มิวเซียม ในภาษาอังกฤษจะแปลว่า พิพิธภัณฑ์ แต่ นิวัติ กองเพียร บก.บริหารวารสารเพลงดนตรีกลับย้ำหนักว่า ต้องการให้พิพิธภัณฑ์ดนตรีแห่งนี้ว่า มิวเซียม ด้วยภาพลักษณ์ของคำว่า พิพิธภัณฑ์นั้นให้ภาพที่ล้าสมัยและไม่น่าสนใจ ขณะที่คำว่า มิวเซียม แห่งนี้จะนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย สร้างสรรค์ ไม่เชย ไม่จืดชืดไร้ชีวิตชีวาเหมือนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ในประเทศไทย
มิวเซียมดนตรีอุษาคเนย์ แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 4.5 ไร่ เป็นอาคาร 7 ชั้น อยู่ในผืนน้ำทางทิศเหนือของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสร้างมูลค่าเพิ่มจากพื้นน้ำให้เป็นมิวเซียมดนตรี และแสดงภูมิทัศน์ที่สวยงามเพื่อให้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมุ่งมั่นที่จะรวบรวมประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของสังคมและวัฒนธรรมดนตรีในภูมิภาคอุษาคเนย์ เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ทางดนตรีของโลก ที่จะได้ศึกษาเรียนรู้เก็บรักษาดูแลและสืบทอดวัฒนธรรมดนตรี ประวัติศาสตร์และมรดกของชนชาติ
ภายในอาคารแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน เริ่มต้นที่ชั้น 1-2 บริเวณนี้เป็นพื้นที่เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเข้าชมมิวเซียม ทั้งร้านจำหน่ายของที่ระลึก ห้องอาหาร และพื้นที่สำหรับการแสดงความเป็นภูมิภาคอุษาคเนย์ที่ประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ มีดนตรีที่หลากหลาย ดนตรีของชาวอุษาคเนย์ สะท้อนความเป็นอยู่ของผู้คน ที่สื่อให้เห็นว่าดนตรีเป็นวิถีชีวิตของชาวอุษาคเนย์ ดนตรีไม่ได้เป็นความบันเทิงอย่างที่รับใช้อยู่ในปัจจุบัน ดั้งเดิมนั้นดนตรีไม่สามารถจะแยกออกจากวิถีชีวิตมนุษย์ เป็นหุ้นส่วนของชีวิตชาวอุษาคเนย์ เป็นหุ้นส่วนของพิธีกรรม และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคมได้
กระเถิบขึ้นมาที่ชั้น 3-4 จะเป็นพื้นที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคอุษาคเนย์กับโลกว่าเป็นอย่างไร อุษาคเนย์อยู่กับโลกอย่างไร การเผยแพร่ วัฒนธรรมดนตรีของอุษาคเนย์ไปสู่ทวีปยุโรปและอเมริกา และแสดงถึงอิทธิพลของอุษาคเนย์ที่มีต่อโลก โดยนำเสนอดนตรีของภูมิภาคที่อยู่ในวัฒนธรรมอื่น อาทิ ดนตรีไทยที่อยู่ในยุโรป ดนตรีชวาบาหลีที่อยู่ในยุโรปและอเมริกา เป็นต้น
ส่วนชั้น 5 นั้นเป็นพื้นที่สำหรับการแสดงนิทรรศการดนตรีของโลก (World Music) เป็นนิทรรศการหมุนเวียน ห้องของภัณฑารักษ์ใช้ซ่อมเครื่องดนตรีที่ชำรุด การดูแลรักษาเครื่องดนตรี รวมถึงห้องที่ใช้ในการประชุมทางวิชาการมิวเซียม ชั้น 6-7 เนรมิตให้เป็นห้องแสดงดนตรี (Recital Hall) พื้นบ้าน ดนตรีประจำชาติ และดนตรีพื้นเมือง ที่แห่งนี้จัดเตรียมที่นั่งประมาณ 150 ที่นั่ง สำหรับผู้ชมโดยมีเวทีตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง และในวันที่ 15 มกราคมนี้ จะมีการจัดงานนี้ขึ้นเพื่อหารายได้สร้างมิวเซียมฯ ต่อไป ที่สวนพฤกษศาสตร์ดุริยางค์ มหาวิทยามหิดล วิทยาเขตศาลายา
...นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคอคนดนตรีเท่านั้น แต่นับเป็นก้าวแรกที่มั่นคงและยั่งยืนไม่แพ้เสียงเพลงในปัจจุบัน ที่ไม่มีวันตายไปจากโลกของมนุษย์อย่างแน่นอน...



